วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์กับดูเตอร์เต : ขิงก็รา ข่าก็แรง

โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอเมริกาได้เจอกับ โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์เมื่อไหร่ สนุกแน่

สองท่านนี้มีลีลาและภาษาโผงผางร้อนแรงพอๆ กัน ต่างก็ยึดในหลักว่า “ประเทศข้าฯมาก่อน” เหมือนกัน

ทรัมป์บอกว่า America First ส่วนดูเตอร์เตประกาศ “ฉันเป็นของฉัน” ไม่ให้มะกันมาชี้นิ้วบงการ และไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่คนในรัฐบาลโอบามาตำหนิเขา เรื่องการปราบผู้ค้าและเกี่ยวข้องวงการยาเสพติด จนมีการสังหารคนหลายพันคน

ดูเตอร์เตสลัดสหรัฐที่คบเป็นพันธมิตรกันมาหลายสิบปี แล้วเข้าจับมือประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนหน้าตาเฉย

ผู้นำสไตล์ลูกทุ่งของฟิลิปปินส์บอกว่าเขาจะ “แยกทาง” กับสหรัฐ แม้จะไม่ถึงขั้น “หย่าขาด”

เท่านั้นไม่พอ ดูเตอร์เตบอกว่าเขาต้องการให้ทหารต่างชาติ (ก็มะกันนั่นแหละ) ออกจากประเทศในสองปี

อีกทั้งจะยกเลิกการซ้อมรบประจำปีของสองประเทศที่ทำกันมาหลายปีดีดักแล้ว

ดูเตอร์เตบอกว่าเขาเชื่อว่า แม้จะไม่มีความช่วยเหลือของอเมริกา คนฟิลิปปินส์ก็อยู่ได้ แม้คุณภาพชีวิตจะลดน้อยถอยลงบ้างก็ตาม

นี่เป็นการพลิกนโยบายของฟิลิปปินส์ต่ออเมริกาอย่างฉับพลันทันด่วน จากที่รัฐบาลก่อนให้อเมริกาใช้ฐานทัพเรือ และให้ส่งทหารมะกันมาประจำการได้จำนวนหนึ่ง เพื่อถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้ เพราะกรณีพิพาทว่าด้วยความเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้... มาเป็นการประกาศ “แยกทาง” กันอย่างร้อนแรง

ทรัมป์มีแนวทางอย่างไร ที่จะให้ดูเตอร์เตหันกลับมาญาติดีกับอเมริกา เป็นเรื่องท้าทายอันดับต้น ๆ ของนโยบายวอชิงตันต่ออาเซียนและเอเชียในภาครวม

เพราะหากวิเคราะห์จากที่ปรึกษาด้านนโยบายเอเชียของทรัมป์แล้ว เขาไม่ได้ต้องการจะ “ถอยกลับบ้าน” จากเอเชีย ตรงกันข้ามกลับจะสร้างเสริมแสนยานุภาพทางทะเลเพิ่มขึ้น เพื่อสกัดไม่ให้จีนสร้างบารมีในย่านนี้

หากเป็นเช่นนั้น ทรัมป์จะต้องหาทางพูดจากับดูเตอร์เตเพื่อลดความระหองระแหง และกลับมาเป็นมิตรสหายกันอย่างที่เคยเป็นมา ตลอดหลายสิบปีตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

สหรัฐต้องพึ่งพาฟิลิปปินส์ทางด้านความมั่นคงไม่น้อย หากจะยังปักหลักยืนยันบทบาทของตนในทะเลจีนใต้ ไม่ว่าทรัมป์กับสีจิ้นผิงของจีน จะพูดจาภาษาดอกไม้กันในภาษาทางการเพียงใด

และเพราะความบาดหมางระหว่างดูเตอร์เตกับสหรัฐ ความสำคัญของไทยในฐานะเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ในด้านความมั่นคงในย่านนี้ก็จะถูกยกระดับขึ้น เพราะหากสหรัฐต้องลดบทบาทในฟิลิปปินส์ ก็จะต้องหาจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ทางทหารในอาเซียน ซึ่งก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องเป็นสิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม

บุคลิกและทัศนคติของทรัมป์กับดูเตอร์เตมีอะไรที่ละม้ายกัน ซึ่งก็แปลว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำอาจจะออกมาได้ทั้งสองทาง

ทางหนึ่งคือปะฉะดะทางการทูต

อีกทางหนึ่งคือการปิดประตูเปิดอกพูดจากัน เพื่อปรับความสัมพันธ์ให้คืนสู่ภาวะเดิม

ผมเชื่อว่าทางที่สองมีความเป็นไปได้มากกว่าทางเลือกแรกเพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าดูเตอร์เตจะมีท่าทีดุดันต่อสหรัฐอย่างไร ก็ยังหวังว่าทรัมป์จะเข้าใจเขามากกว่าโอบามา

และปฏิเสธไม่ได้ว่าทรัมป์ขึ้นมาเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกแล้ว ก็ต้องการมีภาพว่าสามารถจะพูดจารู้เรื่องกับคนที่ฟาดฟันกับโอบามาก่อน

ทรัมป์เล่นบทนี้กับวลาดิมีร์ ปูตินมาแล้ว ไฉนจะใช้สคริปท์เดียวกันกับดูเตอร์เตไม่ได้!

และเมื่อดูเตอร์เตประกาศว่าพร้อมจะพูดจากับทรัมป์โดยยึดหลักการว่า “ผมไม่ต้องการให้ฟิลิปปินส์อยู่ใต้เงาของอเมริกาอีกต่อไป”... ทรัมป์จะว่าอย่างไร?

ดูไม่จืดแน่ครับ!