วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเพิ่มศักยภาพเกษตรกร

จากสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ เนื่องมาจากผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น

 ได้ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในประเทศ แม้ข้าวหอมมะลิที่ถือเป็นข้าวเกรดพรีเมียมของไทย ก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย จนระดับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในประเทศต่ำสุดในรอบเกือบสิบปี ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการชะลอข้าวออกสู่ตลาด โดยเกษตรกรได้ราคาที่สูงขึ้น ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวหอมปทุมและข้าวเหนียว และดูเหมือนว่ามาตรการของรัฐบาลจะได้ผลพอสมควร เมื่อระดับราคาเริ่มขยับขึ้นในระดับที่เหมาะสม

ในช่วงราคาตกต่ำมักจะมีการกล่าวโทษกันเสมอว่าเกิดจากสาเหตุใด บางคนเชื่อว่ามาจากบรรดาพ่อค้า ทั้งกลุ่มโรงสีและกลุ่มส่งออกพากันกดราคาในประเทศ บางคนกล่าวโทษเกษตรกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงการผลิตไปปลูกพืชอื่นที่ได้ราคาดีกว่า และมักจะเป็นเรื่องใหญ่ทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ จนต้องรัฐบาลออกมาตรการเพื่อมาดูแล ซึ่งบางรัฐบาลก็ใช้นโยบายเพื่อประคับประคองราคาไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบมาก ขึ้นกับนโยบายของแต่ละยุคมีวิธีการต่างๆกัน

แต่สถานการณ์ในปีนี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจอย่างมาก เมื่อเกษตรกรมีการนำข้าวมาจำหน่ายเองโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกมาช่วยเหลือช่วยเกษตรกรจำหน่ายข้าวตามจุดต่างๆจำนวนมาก แม้ว่ามีการประเมินว่าการจำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศไม่อาจรองรับการผลิตข้าวของเกษตรกรได้ เพราะบริโภคเพียง 5% ของการผลิตแต่ละปีเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะจำหน่ายในประเทศมากแค่ไหน ก็ไม่อาจรองรับการผลิตข้าวในแต่ละปีได้

 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการบริโภคภายในประเทศจะรองรับการผลิตของเกษตรกรไทยได้หรือไม่ แต่การจำหน่ายข้าวของเกษตรกรที่เข้ามาจำหน่ายในเมืองครั้งนี้ ปรากฏว่าได้ราคาใกล้เคียงกับการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าที่คนเมืองซื้อไว้บริโภค ซึ่งราคาข้าวหอมมะลิที่เกษตรกรเข้ามาจำหน่ายเองหรือผ่านกลุ่มองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือประมาณกิโลกรัมละ  30-35  บาท หรือราวตันละ   30,000-35,000  บาท ซึ่งคิดเป็นข้าวเปลือกราว 2 ตัน ราคาตามมาตรการรัฐบาลตันละ 13,000 บาท เกษตรกรที่ได้จากการขายในตลาดเพียง   26,000  บาท

ดังนั้นการจำหน่ายเองของเกษตรกรจะมีส่วนต่างราว 10,000 บาทที่เกษตรกรจะได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าขนส่วนและการเดินทาง ก็จะทำให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาดีกว่าในตลาดพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าระบบการผลิตข้าวของไทยผูกกับการส่งออกอย่างแยกไม่ออก จึงทำให้ยังมีความจำเป็นต้องมีพ่อค้าคนกลางเพื่อหาตลาดส่งออก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เกษตรกรจะสามารถจำหน่ายข้างในแต่ละปีที่มากกว่าการบริโภคในประเทศจำนวนมหาศาลได้ 

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก ในเรื่องของการผลิตและจำหน่ายข้าว ซึ่งเกษตรกรที่จำหน่ายเองถือว่ามีค่อนข้างมาก ทั้งมาเองและผ่านเครือข่ายญาติพี่น้อง ซึ่งอาจเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องประสบการณ์ทางการตลาด และความต้องการบริโภคของคนเมือง อีกทั้งได้เรียนรู้ว่าข้าวราคาดีนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญ ให้เกิดการตื่นตัวเกิดขึ้นในหมู่เกษตรกรในการวางแผนการผลิตและจำหน่าย จากเดิมที่พึ่งพาแต่ภาครัฐให้ความช่วยเหลือเท่านั้น

 จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากราคาข้าวตกต่ำในครั้งนี้ ซึ่งมีกลุ่มองค์กรจำนวนมากเข้าช่วยเหลือจำหน่ายข้าว ทำให้เรารู้ว่าปัญหาใหญ่ของเกษตรกรยังเป็นเรื่องของตลาด ดังนั้นเราเชื่อว่าหากรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ที่ยังมีความตื่นตัวของเกษตรกร ดำเนินนโยบายให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกรขึ้นมา อาทิ การสนับสนุนการรวมกลุ่มและการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ด้านเกษตร เพราะเราเชื่อว่าหากเกษตรกรมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งเพียงพอ ซึ่งไม่ใช่การรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องเชิงการเมือง การพัฒนาเกษตรกรของไทยจะก้าวไปอีกขั้น