วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างความเชื่อมั่น ยังเป็นเรื่องใหญ่

รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายด้าน

 โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งล่าสุดได้เร่งผลักดันโครงการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง รวมทั้งการเร่งอนุมัติและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ตั้งแต่รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า ถนน และมอเตอร์เวย์ โดยทั้งหมดใช้เงินลงทุนมหาศาลนับล้านล้านบาท และรัฐบาลประเมินว่าโครงการเหล่านี้จะค่อยๆเห็นผลชัดเจนในปีหน้า 

หากประเมินนโยบายรัฐบาลที่เร่งการลงทุนออกมา ด้านหนึ่งเพื่อต้องการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ไม่ได้ทำกันมานานหรือทำกันน้อยมากในอดีต อย่างดีก็เพียงแค่รัฐบาลละโครงการสองโครงการเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งก็หวังว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่านโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไปแล้วนั้นทำได้จริงทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงในเรื่องของความต่อเนื่อง หรือการสะดุดนโยบายที่เนื่องมาจากการเมืองเหมือนในอดีต

อันที่จริง ประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือของประชาชนเอง เป็นเรื่องที่เป็นปัญหามานานของรัฐบาลที่ผ่านมา ดังจะได้ยินคำพูดอยู่บ่อยครั้งของคนกรุงเทพฯถึงโครงการรถไฟฟ้า แม้จะมีโครงการประกาศออกมาแล้ว แต่ระยะเวลาที่โครงการจะเสร็จนั้นยังเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยาก ซึ่งไม่ต้องพูดถึงนักลงทุนที่คุ้นเคยกับการเมืองไทยมานาน จนบางคนบอกว่าจะมีความเชื่อมั่นว่าโครงการขนาดใหญ่จะเดินได้ ก็ต่อเมื่อมีการเปิดใช้งานแล้วเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นความเชื่อมั่นเป็นปัญหามานานสำหรับสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเชื่อมั่นถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเศรษฐกิจในปีนี้และปีต่อๆไป เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤติมายาวนานนับสิบปี และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวพร้อมกันได้อย่างไร เพราะหากดูแล้ววิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดขึ้นเป็นจุดๆทั่วโลก ซึ่งประเด็นความเชื่อมั่นนี้เอง ทำให้ความหวังของรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะอย่าลืมว่าปัญหาที่เกิดระดับโลก เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าไปกำหนดอะไรได้ยาก

ขณะนี้ถือว่ารัฐบาลได้แก้ปัญหาไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว จากนโยบายต่างๆภายในประเทศที่เร่งประกาศออกมา โดยความเชื่อมั่นในเรื่องนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมีมากขึ้นตามลำดับ จากการพิจารณาอนุมัติที่เริ่มทยอยออกมาในทุกด้าน เหลือเพียงความไม่เชื่อมั่นที่มาจากภายนอกเท่านั้นที่เป็นตัวบั่นทอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาพอสมควร หากเราเชื่อว่าขณะนี้อยู่ในช่วงการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกเพื่อก้าวให้พ้นจากภาวะวิกฤติในขณะนี้

แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นนับจากไป ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เริ่มขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนหน้าและมีแนวโน้มจะขึ้นอีก 2 ครั้งในปีหน้า รวมทั้งความไม่แน่นอนจากกรณีอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งกระบวนการจะเริ่มในปีหน้า และความไม่แน่นอนจากนโยบายของสหรัฐ หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ใหญ่ๆที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

เราเชื่อว่าจากสถานการณ์เหล่านี้ เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัญหาความเชื่อมั่นต่อไป โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม แต่ความเชื่อมั่นอาจจะเกิดขึ้นเป็นบางภาคที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปีหน้าก็อาจไม่ได้อย่างที่หวัง รัฐบาลอาจมีภาระมากขึ้นเพราะต้องบริหารความเชื่อมั่นเป็นเรื่องๆ ที่ยังไม่ฟื้นตัวอันเนื่องมาจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้