วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจทรัมป์

ในที่สุดทรัมป์ก็ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา คิดว่าผลที่ออกมาคงสวนทาง

กับความคาดหวังของหลายคน โพลหลายสำนักก็หน้าแตกไปตามๆ กัน ข่าวคนที่ผิดหวังจากผลการเลือกตั้งออกมาชุมชุมต่อต้านว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของน่าจะสะท้อนอารมณ์ร่วมของคนบางกลุ่มในประเทศได้ค่อนข้างชัดเจน ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ไม่ได้มีแค่คนในสหรัฐอเมริกา บางเรื่องเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความกังวลร่วมกันในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะประเด็นด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่แม้จะยิงตรงไปที่จีนและเม็กซิโก แต่ไทยก็คงไม่แคล้วโดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน

ประเด็นก็คือ นโยบายของทรัมป์ที่ต้องการสร้างงานด้วยการฟื้นภาคการผลิตจะทำให้ประเทศต่างๆ ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้น้อยลงแม้จะถือเรื่องที่เข้าใจได้เพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติ แต่หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ไทยเองจะโดนผลกระทบแบบสามเด้ง เด้งแรก คือ เราจะส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้น้อยลง เด้งที่สอง คือ ประเทศจีนและประเทศอื่นก็จะส่งออกได้น้อยลงได้ด้วย เมื่อประเทศเหล่านี้ส่งออกได้น้อยลง ยอดการนำเข้าสินค้าและบริการ รวมถึงยอดนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยย่อมลดลง เด้งที่สาม คือ เมื่อของในโลกขายได้ยากขึ้น เราก็ต้องแข่งกับประเทศอื่นที่ขายสินค้าเหมือนเราเพื่อแย่งส่วนแบ่งในตลาดที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม มองไปข้างหน้าแล้วดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ต้องคิดคู่กันไปด้วย คือ นโยบายนี้สามารถทำได้จริงหรือเปล่า และหากทำได้จริงต้องใช้เวลามากแค่ไหนถึงจะเห็นผล การจะประเมินประเด็นเหล่านี้ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันหน้าตาเป็นอย่างไร

รูปที่นำมาแสดงเป็นข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ที่แยกโครงสร้างเศรษฐกิจออกเป็นสัดส่วนแบ่งตามภาคเศรษฐกิจ ซึ่งหากพิจารณาโดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่า ร้อยละ 85 เป็นภาคเอกชน และอีกประมาณร้อยละ 15 เป็นภาครัฐ (และภาคอื่นๆ) โดยหากรวมสัดส่วนของภาคการผลิต ค้าส่ง ค้าปลีก ก่อสร้าง และเหมือนแร่ ซึ่งเป็นอาจจะอนุมานได้ว่าเป็น “ภาคการผลิต” ตามความหมายของทรัมป์ จะพบว่ามีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP หรือมีขนาดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจ จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในระดับที่ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม การที่มีขนาดใหญ่ ย่อมหมายความว่า คิดจะขยับเขยื้อนปรับเปลี่ยนอะไร ก็คงไม่สามารถทำได้ง่ายนัก หากทรัมป์อยากเดินหน้าตามที่หาเสียงไว้จริง ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการสร้างภาคการผลิตของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งพอที่จะสร้างงานได้มากพออย่างที่หวังไว้

นอกจากนี้แล้ว การลงทุนในภาคการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าที่เน้นการจ้างงงานยังมีประเด็นที่ต้องคิดต่ออีก เพราะหากจะผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมาแทนสินค้าที่จีนครองตลาดอยู่ ก็ต้องผลิตออกมาขายในราคาที่ไม่สูงไปกว่าสินค้าที่วางขายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นแล้ว ราคาสินค้าที่แพงขึ้น ย่อมส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทรัมป์และทีมงานอยากให้เกิดขึ้นในช่วงแรกของการรับตำแหน่ง

การจะผลิตสินค้าในประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงสูงกว่าให้ได้ราคาพอๆ กับสินค้านำเข้าสามารถทำได้โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิตแทนแรงงาน แต่ถ้าทำแบบนั้น การเติบโตของภาคการผลิตก็ไม่ได้สร้างงานได้มากเหมือนที่หาเสียงไว้

ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ในเรื่องนี้ คงจะต้องแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรก คือ การกีดดันทางการค้าที่สามารถทำได้ก่อน กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคการผลิตเพื่อเพิ่มการจ้างงานที่ต้องใช้เวลาพอสมควร

การกีดกันทางการค้า หรือการเจรจาต่อรองทางการค้าใหม่เพื่อให้มีเงื่อนไขในการค้าขายที่อเมริกาได้เปรียบมากขึ้น น่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้ค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งไทยเองก็ต้องเตรียมตัวในเรื่องนี้ให้ดี (เผื่อว่าเราติดโผกลุ่มแรกที่สหรัฐอเมริกาอยากเจรจาด้วย) ทั้งในด้านของการหาแง่มุมในการเจรจา รวมถึงการหาช่องทางเพื่อรักษายอดการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาไม่ให้ตกวูบลงเร็วเกินไปนัก เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวดี นอกจากนี้แล้ว การขยายตลาดไปยังประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ไม่มากนัก เพื่อหารายได้มาชดเชยส่วนที่หายไปจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจีนก็จะช่วยบรรเทาผลที่เกิดขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง

การเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับจีนและประเทศอื่นๆ นั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ คงไม่สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว ดังนั้น ประเทศไทยจึงยังพอมีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อตั้งรับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนิ่งนอนใจ ยิ่งเริ่มได้เร็วเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งปลอดภัยจากเศรษฐกิจทรัมป์มากขึ้น