กับฝ่าย ‘คุณไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน’
สองภาพนี้สะท้อนถึงความแตกแยกของสังคมสหรัฐ หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย. ที่ฝังลึกเกินกว่าที่เห็นภาพข้างนอกได้
ภาพหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนโดนัล ทรัมป์ ที่วันนี้คือว่าที่ประธานาธิบดี ประกาศว่า “เสียงส่วนใหญ่ที่เงียบงัน” หรือ Silent Majority ยืนอยู่เคียงข้างทรัมป์
อีกภาพหนึ่งเป็นข้อความของฝ่ายต่อต้านทรัมป์ ป้ายประกาศ “คุณไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” (Not My President) สะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มคนอเมริกันไม่น้อย ที่ยังไม่อาจจะทำใจยอมรับว่าคนที่พวกเขาโกรธเกลียด และรับไม่ได้จะมาเป็นผู้นำของพวกเขา
การเดินขบวนประท้วงในกว่า 20 เมืองใน 9 รัฐหลังวันเลือกตั้ง ไม่ยอมรับทรัมป์เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดในสหรัฐ ที่ถือว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินอย่างไร ผู้ที่เป็นส่วนน้อยจะยอมรับคำตัดสินนั้น ไม่ว่าระหว่างการรณรงค์หาเสียง จะมีการฟาดฟันกันด้วยวาทกรรมดุเดือดร้อนแรงเพียงใดก็ตาม
แต่นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งปกติ และแต่ละฝ่ายก็ปักหลักเลือกข้างกันอย่างชัดเจน เป็นการเมืองคนละขั้วที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นการรณรงค์หาเสียง ที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหารุนแรงเรื่องเหยียดผิว ดูถูกเพศตรงกันข้าม ต่อต้านคนศาสนาอื่น รวมไปถึงการชี้นิ้วใส่กันด้วยถ้อยคำที่ผิดจากกติกามารยาทการเมืองสหรัฐก่อนหน้านี้อย่างมาก
การเมืองสหรัฐจะไม่มีวันเหมือนเดิม และมาตรฐานความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐที่เคยเป็น “แม่แบบ” สั่งสอนคนอื่นทั่วโลกจะปรับเปลี่ยนไป ในรูปแบบที่ยังไม่มีใครกล้าทำนายว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
แม้ว่าตัวคู่แข่งเองคือทรัมป์และฮิลลารี คลินตันตลอดถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะใช้ภาษาดอกไม้ต่อกันและกันเพื่อรักษา “กติกามารยาท” ของผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ลึก ๆ แล้วการต่อสู้ระหว่างพรรครีพับบลิกันและเดโมแครต ในเวทีการเมืองจะเข้มข้นดุดันมากยิ่งขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้พรรครีพับบลิกัน ยึดครองทั้งทำเนียบขาว (ฝ่ายบริหาร) สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (นิติบัญญัติ) และมีอำนาจในการแต่งตั้งประธานศาลสูงสุด (ตุลาการ) ได้อีกด้วย
ทำให้กติกาการ “ถ่วงดุลอำนาจ” หรือ checks and balances อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐฯ เอียงกะเท่เร่มาข้างรีพับบลิกัน
และนั่นจะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างสองพรรคใหญ่ ที่จะทำให้สังคมการเมืองมะกันมีอันต้องเสื่อมทรามลงไปอีก
และยิ่งจะทำให้คนอเมริกันที่แบ่งความภักดีต่อสองพรรคใหญ่ ต้องเผชิญหน้ากันในเกือบทุกเรื่องใหญ่ ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ผมจะเป็นประธานาธิบดีของคนอเมริกันทุกคน” คือคำประกาศของทรัมป์หลังจากรู้ผลการเลือกตั้ง
“แม้ว่าจะเจ็บปวดสำหรับดิฉันเพียงใดที่ไม่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าบัดนี้โดนัล ทรัมป์เป็นประธานาธิบของเรา เราต้องเปิดใจกว้างและให้โอกาสเขาในการบริหารประเทศ” คือคำเรียกร้องของฮิลลารี คลินตันในการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้
เป็นวาทะที่ “ต้องแสดงออก” ไม่ว่าในใจของทั้งสองคนจะคิดอย่างไรก็ตาม
ทรัมป์ได้โอกาสแล้ว คนอเมริกัน “ชนชั้นทำงานผิวขาว” ที่หงุดหงิดกับ “อำนาจการเมืองรุ่นเก่า” หรือ Establishment ได้แสดงพลังของเสียงตนเองแล้ว จึงได้เวลาที่ “คนนอกวงการ” อย่างทรัมป์พิสูจน์ว่าเขาจะเป็น “ประธานาธิบดีของอเมริกันชนทุกคน” ได้หรือไม่เพียงใด
และสิ่งที่จะตัดสินว่าเขาเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ก็อยู่ที่ว่าเขาจะทำอะไรใน 100 วันแรกนับแต่วันรับตำแหน่ง 20 ม.ค. ปีหน้า
ต้องให้โอกาสเขาเพราะประชาชนเลือกเขาแล้ว... บทพิสูจน์จะเกิดในเวลาไม่นานเกินรอ!






