รัฐบาลออกมาตรการรองรับ ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ”
โดยมีการประเมินว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หรือ ปี 2568 จะมีประชากรที่มาอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งจะทำให้สังคมไทยกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society) จากเดิมเมื่อสิ้นปี 2558 มีอัตราส่วนผู้สูงอายุคิดเป็น 15% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องเผชิญกับความท้าทายในการดูแลประชากรผู้สูงอายุ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างน้อยในระดับพื้นฐาน และหากไม่มีมาตรการดูแลก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม
กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการหลายด้าน ทั้งเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และในระบบการออมที่ต้องมีไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่วนหนึ่งเพื่อลดภาระของภาครัฐ ที่ต้องใช้งบประมาณมากขึ้นทุกปี ในการจัดสวัสดิการกรณีชราภาพให้แก่ประชาชน โดยในปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสำหรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบเข้ากองทุนการออม เพื่อการเกษียณเป็นจำนวนเงิน 2.87 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆหากไม่มาตรการรองรับที่ดีพอ
หากย้อนกลับไปดู การพัฒนาระบบการระบบการออมของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ามีการพัฒนาไปมากตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันทสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ ซึ่งทำให้คนไทยที่มีเงินเดือนทุกประเภทมีระบบการออมไว้ใช้หลังเกษียณอายุการทำงาน แต่ปัญหาสำคัญคือคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบการออม ดังนั้นมาตรการของรัฐบาลเรื่องการออมรองรับผู้สูงอายุที่ออกมา เพื่อหวังรองรับคนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่อาจเผชิญปัญหาในช่วงสูงวัย
แน่นอนว่าการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุของรัฐบาล ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ลดภาระของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นหากไม่มีมาตรการดูแลออกมา ซึ่งหากพิจารณามาตรการต่างๆของรัฐบาลในครั้งนี้ถือว่าเป็นมาตรการที่รองรับในขั้นพื้นฐานในเรื่องของที่อยู่อาศัยและเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ส่วนจะเพียงพอต่อการรองรับปัญหาหรือไม่นั้นยังต้องรอประเมินกันอีกครั้งว่าสามารถช่วยได้แค่มากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่น่าพิจารณามากกว่าเรื่องที่อยู่อาศัยและเรื่องการออมของผู้สูงอายุ ที่น่าพิจารณาในลำดับต่อไป คือ การพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ดังที่ในหลายประเทศที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันได้พัฒนามาก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำรงชีวติของผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งสภาพแวดล้อมทางสังคมที่จำเป็นถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องที่มาตรการรัฐบาลออกมาในขณะนี้
เราเชื่อว่าสังคมไทยสามารถพัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุได้ไม่ยากนัก เนื่องจากลักษณะนิสัยของคนไทยให้ความเคารพผู้สูงอายุเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเราเชื่อว่าหากมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่เอื้ออำนวยสำหรับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุที่เหมาะสม อาจทำให้มีต้นทุนการดูแลที่ต่ำลง ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนทางอ้อมที่คุ้มค่า ดังนั้นเราเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลออกมาตรการที่จำเป็นขั้นพื้นฐานแล้ว เราก็อยากเห็นมาตรการพัฒนาด้านสังคมอื่นๆตามมา เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างรอบด้าน






