ปัญหาในการบริหารกองทุนที่ทำให้งบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “สูญเสียไปจากระบบ”
ซึ่งเกิดจากการบริหารงบประมาณที่ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งนอกจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขให้ครอบคลุม ทั่วถึงและมีคุณภาพมาตรฐานแล้ว การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังมีปัญหาเรื่องการขาดธรรมาภิบาลมาตลอดระยะเวลา 14 ปี หลังจากการมีกฎหมายฉบับนี้
ยกตัวอย่างเช่น การทำผิดกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในกรณีการแบ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกเป็นกองทุนย่อยหลายๆกองทุน ทำให้กองทุนสำหรับรักษาโรคทั่วไปมีไม่เพียงพอต่อการจัดทำบริการ และสปสช.ก็จะมีการบริหารกองทุนย่อยที่แตกต่างจากการบริหารกองทุนรักษาโรคทั่วไป กล่าวคือ ในการบริหารกองทุนสำหรับรักษาโรคทั่วไปนั้น สปสช.จะต้องตรวจสอบรายการค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลอย่างเข้มข้น จึงจะจ่ายเงินคืนมาให้โรงพยาบาล(หลังจากที่โรงพยาบาลต้องจ่ายเงินรักษาผู้ป่วยไปแล้ว) แต่สำหรับกองทุนย่อยที่สปสช.แบ่งไปทำโครงการรักษาโรคเฉพาะนั้น สปสช.จะ “จ่ายเงินทั้งหมดให้โรงพยาบาลที่เขียนโครงการมาขอรับเงิน” โดยไม่มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินว่าเป็นไปในการรักษาผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ และมีการรับผิดชอบในการรักษาอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการรักษาในตอนแรกหรือไม่
เช่นการจ่ายเงิน “เหมาจ่ายตามจำนวนผู้ป่วย” ที่มารับการผ่าตัดต้อกระจก กับโรงพยาบาลเอกชน ที่ส่งรถไปรับผู้ป่วยข้ามเขตข้ามจังหวัดมารับการผ่าตัด แล้วไม่ติดตามดูแลผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดนั้น ในขณะที่ได้รับเงินไปหมดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปรับการรักษาอาการแทรกซ้อนจากโรงพยาบาลของรัฐในส่วนกองทุนโรคทั่วไปแทน (รพ.รัฐต้องตกอยู่ในสภาพ “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่มีกระดูกมาแขวนคอ”) ทั้งๆที่เป็น “ความรับผิดชอบของโรงพยาบาลเอกชนที่ทำการผ่าตัดผู้ป่วยนั้นๆ
นอกจากนั้นยังมีการนำเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปจ่ายให้แก่หน่วยงาน “ที่ไม่ใช่หน่วยบริการ” ทำให้หน่วยบริการขาดแคลนเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วย เกิดปัญหาโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดเงินในการดำเนินงานมากมายหลายร้อยแห่ง แม้แต่นายกรัฐมนตรีเองก็ยังพูดว่า (6) 30 บาทรักษาทุกโรคทำโรงพยาบาลเจ๊งหลายแห่ง
การแก้ปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข
กระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2545 ที่จะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชหารแผ่นดินให้บรรลุตามภารกิจเพื่อประโยชน์สุขและสุขภาพพลานามัยของประชาชนพลเมืองไทย และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3/1 กระทรวงสาธารณสุขต้องได้รับงบประมาณ และบุคลากร ที่เหมาะสมเพื่อมาทำภารกิจหน้าที่ของกระทรวงตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่ใช่มีการตั้งองค์กรแปลกปลอมนอกราชการขึ้นมา เพื่อรับงบประมาณแผ่นดินมาบริหารจัดการ โดยบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความชำนาญ และความสามารถในการจัดทำภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขเลยแม้แต่น้อย ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการบริหารสำนักงานและเงินเดือน เบี้ยประชุมที่ตั้งอัตราไว้สูงกว่าภาคราชการหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่สามารถ “สร้างรายได้ให้แก่องค์กร” และการบริหารงานยังทำให้เกิดความเสียหายแก่ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข เกิดความเสียหายต่องบประมาณ มาตรฐานการแพทย์ และเกิดความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยของประชาชน
กรณีเช่นนี้ จึงอาจมองได้ว่า จากการที่มีกลุ่มบุคคลคือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีอำนาจเหนือองค์กรกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นองค์กรราชการที่ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินน่าจะถือได้ว่า สปสช. เป็น “องค์กรรัฐซ้อนรัฐ”และทำความเสียหายให้เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐ ระบบบริการสาธารณสุข และเกิดความเสียหายแก่สุขภาพของประชาชนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
การยุติความเสียหายเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องเร่งรีบดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว
โดยเริ่มจาก การตรวจสอบความเสียหายและยุติการกระทำเหล่านั้นโดยเร็ว และการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงน่าจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะยุติ “อุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข” ที่เกิดจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สิ่งสำคัญเร่งด่วนก็คือ รัฐบาลต้องตรวจสอบการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผิดกฎหมาย และผิดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพ และสั่งให้ยุติการดำเนินการเช่นนี้โดยด่วน และเรียกเงินคืนจากผู้ที่มีอำนาจที่ “สั่งจ่ายเงิน” โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน รวมทั้งการตรวจสอบการมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict of Interest) หรือการทุจริตประพฤติมิชอบในการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ส่วนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 คือคำตอบสุดท้ายที่จะแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจรัฐซ้อนรัฐ และปัญหาการบริหารที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพของกระทรวงสาธารณสุข
การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องคำนึงถึง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ดังนี้คือ
- ไม่ให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถ “จำกัดสิทธิการรับบริการสาธารณสุขของประชาชน” ถ้าจะจำกัดการรักษาเนื่องจากงบประมาณที่จำกัด ก็ต้องหาเงินเพิ่มในระบบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ใช่บังคับให้ทำการรักษษตามข้อจำกัดของงบประมาณ
- ไม่ให้จำกัดสิทธิการทำงานของแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย
- ไม่ให้ จำกัดขอบเขตการใช้ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน วิธีการรักษาผู้ป่วยและการใช้เครื่องมือแพทย์
- กำจัดองค์กรกลางในการบริหารงบประมาณ คือ สปสช. หรือโอนย้ายเข้ามาเป็นหน่วยงานราชการในบังคับบัญชาของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการควบคุมและตรวจสอบการนทำงานอย่างสุจริต โปร่งใส มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ จะมีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบมากขึ้นจากการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
- ต้องให้กระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรงบประมาณในการทำงานตามภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกระทรวงอื่นๆ ไม่ใช่มี สปสช.มาใช้อำนาจรัฐซ้อนรัฐ(บังคับให้กระทรวงทำตามเพราะใช้อำนาจในการควบคุมงบประมาณ)
- การเพิ่มเงินเข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อที่จะทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพมาตรฐาน ไม่ถูกลดมาตรฐาน ซึ่งอาจมีทางเลือกหลายทาง ที่สามารถพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของประชาชนและประเทศชาติ
------------------------
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา






