บ่ายวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559กลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนชาวมาเลเซียนับพันคนร่วมเดินขบวนประท้วง
“Tangkap Malaysian Of ficial 1” กลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีปลายทางอยู่ที่จัตุรัสเมอร์เดกา สัญลักษณ์ของความเป็นเอกราชของประเทศท่ามกลางการคุมเข้มของทหารและตำรวจที่วางกำลังทั่วพื้นที่
คำว่า “Tangkap” ในภาษามาเลย์หมายถึง “จับกุม”สะท้อนเป้าหมายหลักของการชุมนุมครั้งนี้ นั่นคือการกดดันเจ้าหน้าที่รัฐให้ดำเนินการจับกุม “เจ้าหน้าที่มาเลเซียหมายเลข 1” (Malaysian Official 1) ซึ่งเชื่อกันว่าหมายถึงนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ผู้กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการยักยอกเงินของกองทุนเพื่อการพัฒนามาเลเซีย (1MDB) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ความไม่พอใจต่อภาพลักษณ์ที่ฉ้อฉลของรัฐบาลของนายนาจิบ รวมถึงปัญหาการคอร์รัปชันกองทุน 1MDB ที่คาราคาซังจนกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้แกนนำกลุ่มนักศึกษาตัดสินใจจัดการประท้วงครั้งนี้ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนชาวมาเลเซียทุกฝ่ายร่วมแสดงพลังเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
เสียงเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเมื่อนางมาเรีย ชิน อับดุลเลาะห์ ประธานของกลุ่มแนวร่วมเพื่อการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม (Coalition for Clean and Fair Elections)หรือ “Bersih” ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นในช่วงต้นเดือนกันยายนว่ากลุ่มแนวร่วม Bersih เตรียมจะจัดการประท้วงครั้งใหญ่ “Bersih 5.0” เพื่อเรียกร้องให้นายนาจิบ ราซัค ลาออกจากตำแหน่งภายในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน
กลุ่มแนวร่วม Bersihซึ่งเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนกับนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน กลายเป็นพลังทางการเมืองสำคัญของมาเลเซียมาตลอดหนึ่งทศวรรษ นับตั้งแต่การจัดการชุมนุม “Bersih 1.0” เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปการเลือกตั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2550 เรื่อยมาจนถึงการจัดประท้วง “Bersih 4”ในปี 2558 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การโจมตีตัวนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค โดยตรง
ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “Bersih” จึงเป็นทั้งความหวังของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนที่ไม่พอใจกับการผูกขาดอำนาจการปกครองประเทศของพรรครัฐบาลอัมโน (UMNO) ขณะเดียวกันก็สะท้อนสถานการณ์ทางการเมืองของนายนาจิบ ราซัคที่กำลังสั่นคลอนรุนแรง ภายหลังมีการเปิดโปงเรื่องราวอื้อฉาวทางการเงินของกองทุน 1MDB จนนำไปสู่การฟ้องร้องและสั่งอายัดทรัพย์สินของญาติและคนสนิทของนายนาจิบหลายคนโดยอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ
มาตรวัดความสั่นคลอนทางการเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการแตกหักกันเองภายในพรรคอัมโน ทั้งการสั่งปลดนักการเมืองระดับนำที่วิจารณ์ตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเปิดเผย รวมถึงการที่อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ มูฮัมหมัด ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้นาจิบ ราซัค ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปี 2552ออกมาประกาศต่อต้านนายนาจิบและเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้นายนาจิบ ราซัค ลาออกจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ มหาเธร์ มูฮัมหมัด พร้อมทั้งอดีตสมาชิกพรรครัฐบาลที่เคยวิจารณ์นายนาจิบหลายคน ยังได้ร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ชื่อ “พรรคสหประชาชนมาเลย์” (Parti Pribumi Bersatu Malaysia)โดยหวังจะท้าทายอำนาจในมือของพรรครัฐบาลอัมโนและกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล (Barisan Nasional)ในการเลือกตั้งทั่วไปในอีก 2 ปีข้างหน้า
ที่ผ่านมา ท่าทีของนายมหาเธร์ยังคงถูกมองด้วยความเคลือบแคลงใจจากหลายฝ่าย นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า การแสดงจุดยืนของเขาเป็นความพยายามในการถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองภายในพรรคอัมโนและหวังรักษาฐานเสียงจากประชาชนที่เคยสนับสนุนตัวเขามาโดยตลอด มากกว่าจะมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและปฏิรูปกระบวนการการเลือกตั้งให้ใสสะอาดและยุติธรรมตามเป้าหมายของกลุ่มแนวร่วม “Bersih”
ด้วยเหตุนี้ โจทย์ใหญ่ของมหาเธร์ มูฮัมหมัด ในฐานะหัวหน้าพรรคสหประชาชนมาเลย์ จึงอยู่ที่ว่าจะสามารถเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เป็น swing voter และหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มากไปกว่าการเปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมืองได้หรือไม่และมากน้อยเพียงใด
การกลับไปเจรจากับนายอันวาร์ อิบรอฮีม ผู้นำกลุ่มพรรคฝ่ายค้านปาตากัน ฮาราปัน (Pakatan Harapan) อีกครั้งชี้ให้เห็นว่า มหาเธร์ มูฮัมหมัดตระหนักดีว่าการสมานความสัมพันธ์ที่บาดหมางกันในอดีตกับกลุ่มพรรคฝ่ายค้านเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการสร้างกลุ่มแนวร่วมที่เข้มแข็งในการต่อสู้กับพรรครัฐบาล
อย่างไรก็ดี การโค่นอำนาจของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากเขาจะมีฐานเสียงทางการเมืองที่เข้มแข็งทั้งในและนอกพรรคอัมโนอำนาจในการควบคุมสื่ออย่างค่อนข้างเด็ดขาด การใช้กฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม รวมถึงการสั่งปลดนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ในทันทียังเป็นเครื่องมือที่พรรครัฐบาลใช้ประคับประคองสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังสั่นคลอนมาโดยตลอด
จุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มพรรคฝ่ายค้านพรรคต่างๆ ยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งถัดไปไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญชุดนโยบายที่แตกต่างกันภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านและฐานเสียงที่แตกต่างกันระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านกับพรรคสหประชาชนมาเลย์อาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ความร่วมมือของแต่ละฝ่ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ยังไม่นับว่าชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคร่วมรัฐบาลในการเลือกตั้งที่รัฐซาราวักเมื่อเดือนพฤษภาคม รวมถึงผลการเลือกตั้งซ่อมที่พรรครัฐบาลได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมายังสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มแนวร่วมพรรครัฐบาลว่าพวกเขายังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ถึงแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากนานาชาติและจากประชาชนชาวมาเลเซียเองก็ตาม
----------------------
ภาคิน นิมมานนรวงศ์
ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน”สกว.









