ยักษ์ใหญ่จะทำอะไรต่อ?

ยักษ์ใหญ่จะทำอะไรต่อ?

ยิ่งใกล้วันลงคะแนนเข้ามา การหาเสียงเลือกตั้งในอเมริกายิ่งเข้มข้นจนมักกลบข่าวอื่น ตามธรรมดาการควบรวมสองบริษัทขนาดใหญ่

จะเป็นข่าวพาดหัวตามด้วยการวิเคราะห์และวิจารณ์อย่างกว้างขวางเป็นเวลานาน แต่การประกาศการควบรวมกันของไบเยอร์และมอนแซนโตโดยไบเยอร์เสนอซื้อมอนแซนโตเป็นเงิน 66,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนกันยายนแทบไม่เป็นข่าว ส่วนการวิเคราะห์และวิจารณ์ก็ดูจำกัดและขาดความเข้มข้น การควบรวมดังกล่าวจะต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐบาลเยอรมันและรัฐบาลอเมริกันเนื่องจากการควบรวมจะเกิดบริษัทขนาดยักษ์ซึ่งอาจแสวงหาการผูกขาดตลาดสินค้าในภาคเกษตรกรรมที่ย่อมทำให้เกิดผลร้ายตามมา

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ไบเยอร์เป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันที่ผลิตยาหลายอย่างรวมทั้งแอสไพริน นอกจากนั้น บริษัทนี้ยังมีกิจการในอีกหลายสาขารวมทั้งทางด้านการผลิตสารเคมีที่ใช้ในภาคเกษตรกรรม เมื่อปีที่แล้ว ไบเยอร์มียอดขาย 51,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนมอนแซนโตเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในทางการผลิตสารเคมีที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทนี้มียอดขาย 15,000 ล้านดอลลาร์

เนื่องจากสหภาพยุโรปมักห้ามใช้เมล็ดพันธุ์ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมและห้ามนำเข้าอาหารซึ่งผลิตจากพืชและสัตว์ที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม นักวิจารณ์จึงมองกันว่าต่อไปบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกิดจากการควบรวมดังกล่าวคงใช้พลังทางการเงินและการค้าหาทางให้เกิดการยกเลิก หรือลดความเข้มข้นของข้อห้ามการนำเข้าเหล่านั้น ในบทวิจารณ์ทั้งหลาย สินค้าที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดได้แก่ผลิตภัณฑ์จากสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชซึ่งในเมืองไทยมักใช้ฆ่าหญ้าในไร่ในนาอย่างกว้างขวาง ผลิตภัณฑ์นี้มีผลกระทบร้ายแรงถึงขนาดฆ่าแมลงในท้องถิ่นจนหมดรวมทั้งแมลงที่มีประโยชน์มากต่อภาคเกษตรกรรมจำพวกผึ้งและชันโรง

บทวิจารณ์เหล่านั้นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่เสริมประสบการณ์เก่า ๆ กล่าวคือ มูลนิธิขนาดเล็กซึ่งผมมีส่วนขับเคลื่อนได้เข้าไปสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก (ข้อมูลคร่าว ๆ มีอยู่ใน www.bannareader.com) หนึ่งในกิจกรรมที่เราสนับสนุนได้แก่การทำสวนครัวอินทรีย์บนพื้นที่หลังอาคารเรียน สวนครัวนั้นยึดหลักการปลูกพืชอาหารหลายอย่างแบบผสมผสานตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่กลางทุ่งนา หลังสวนครัวจึงเป็นคูและคันนาซึ่งมีหญ้าขึ้นอย่างหนาแน่นเพราะได้อานิสงส์จากปุ๋ยชั้นดีที่ชาวนาใช้ในการปลูกข้าว อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของนาจ้างบริษัทกำจัดหญ้ามาฉีดยาฆ่าหญ้าอันแสนจะแน่นหนาของเขา ปรากฏว่าผักของเราเฉาไปแบบแทบทันตาเห็นรวมทั้งมะละกอต้นเขื่อง ๆ ด้วย ความเฉาของพืชในสวนครัวนั้นทำให้ผมนึกถึงปรากฏการณ์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องตายผ่อนส่งโดยตรงของพนักงานฉีดยาฆ่าวัชพืชในสวนและไร่ในละตินอเมริกา หรือเรื่องเชาวน์ปัญญา (ไอคิว) ถดถอยของเยาวชนไทยดังที่มีรายงานให้อ่านอยู่เนือง ๆ

อนึ่ง ผมไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสารเคมีและยาฆ่าหญ้าที่ชาวไร่ชาวนาใช้เป็นประจำมีส่วนทำให้ลูกหลานของพวกเขาเชาวน์ปัญญาถดถอยหรือไม่ ผมเพียงแต่สงสัยว่าเป็นไปได้เท่านั้น การพิสูจน์ต้องอาศัยการวิจัยซึ่งต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคและความซื่อตรงต่อวิชาชีพของนักวิชาการพร้อมทั้งเวลาและงบประมาณจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ในบางกรณีมีผลทำให้การวิจัยได้ข้อสรุปที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยเฉพาะในบรรยากาศที่บริษัทขนาดยักษ์มักมีผลได้ผลเสีย เกี่ยวกับประเด็นนี้แม้ในประเทศก้าวหน้าเช่นอเมริกายังมีปัญหาให้เห็นอยู่เป็นประจำ ฉะนั้น ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นเมืองไทยน่าจะคาดเดาได้ว่าปัญหาจะยิ่งสาหัส คงด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ผู้ใหญ่ในเมืองไทยท่านหนึ่งขอให้ดึงชื่อของท่านออกจากอาคารและสถานที่ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยที่ท่านมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา เรื่องนี้คงเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว

ในสภาพเช่นนี้เรามีทางออกอย่างไร? ขอตอบว่าการเดินตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงย่อมดีกว่าการเดินตามแนวคิดของมหาเศรษฐีที่แสวงหาการผูกขาดผ่านบริษัทขนาดยักษ์ในภาคเกษตรกรรม