วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎหมายใหม่ ป.ป.ช. หนุนธุรกิจไทยโปร่งใสระดับสากล

ในโลกยุคปัจจุบันที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างไร้พรมแดน การค้าและระบบเศรษฐกิจ

มีความเสรีมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในโลกธุรกิจเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย ด้วยสภาพการแข่งขันดังกล่าว อาจทำให้บรรดาบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกรรมกับภาครัฐ มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์หรือความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อขอใบอนุญาต การเข้าร่วมในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงการประมูลโครงการสัมปทานขนาดใหญ่ หลายกรณี ผู้ให้สินบนอาจเป็นผู้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทในรูปแบบต่างๆ ที่มิใช่ตัวบริษัทเองโดยตรง เช่น ลูกจ้าง ตัวแทน หรือบริษัทในเครือ แต่แท้จริงแล้วผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาลก็คือตัวบริษัทเอง

ด้วยเหตุนี้ ทิศทางของกระแสโลกในการต่อสู้กับการทุจริตให้สินบนจึงหันมาให้ความสนใจกับภาคธุรกิจที่อยู่ในฐานะผู้ให้สินบน รัฐบาลในหลายประเทศ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ ต่างตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไร ถึงจะป้องกันและแก้ไขปัญหาการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ประเทศชาติและสภาพเศรษฐกิจโลกนี้ได้” 

นอกจากนี้ แวดวงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ก็มีความพยายามในการสร้างความเท่าเทียมของการแข่งขันทางธุรกิจหรือ “Level-playing field” โดยประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศนั้น มักมีกฎหมายควบคุมนิติบุคคลของตนอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้มีการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศตนเอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าในความเป็นจริงกลับต้องพบอุปสรรคในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันในต่างประเทศกับนิติบุคคลที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การแข่งขันในทางธุรกิจเกิดความไม่เท่าเทียม และเกิดความไม่เชื่อมั่นที่จะร่วมลงทุนในประเทศที่กฎหมายในเรื่องนี้ยังอ่อนแอ

ด้วยความพยายามที่จะให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่โปร่งใส เป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนต่างชาติ หลายหน่วยงานก็ให้ความสำคัญและตื่นตัวในเรื่องดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในการต่อต้านการทุจริต ก็ได้นำกฎหมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อต้านการให้สินบนมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดความรับผิดสำหรับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ ไว้ในมาตรา 123/5 ซึ่งกฎหมายใหม่กำหนดให้นิติบุคคลอาจต้องรับผิดจากการกระทำของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล หากการให้สินบนนั้นทำให้นิติบุคคลได้รับประโยชน์ เช่น มีลูกจ้างของบริษัทไปให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้บริษัทชนะการประมูลโครงการ ดังนี้ นอกจากลูกจ้างจะต้องรับผิดแล้ว บริษัทก็อาจต้องรับผิดด้วย โดยกฎหมายใหม่ได้มีการกำหนดโทษปรับที่มีมูลค่าสูงเพื่อให้รัฐได้รับความเยียวยาความเสียหาย และเป็นการเอาประโยชน์ที่นิติบุคคลได้ไปโดยมิควรได้คืน อีกทั้งยังช่วยป้องปรามการกระทำความผิดในอนาคตของนิติบุคคลนั้นเองและนิติบุคคลอื่นๆในภาคธุรกิจ 

ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption: UNCAC)และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ค.ศ. 1997 (OECD Convention on Combating Foreign Bribery in International Business Transactions) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเอาผิดฝั่งผู้ให้สินบนเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนประกอบธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม อันจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมโดยรวมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก 

อย่างไรก็ดี กฎหมายใหม่ดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้นิติบุคคลต้องมีความรับผิดเด็ดขาดทุกกรณีที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลไปให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐฯ โดยหากนิติบุคคลนั้นมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการให้สินบนแล้ว นิติบุคคลนั้นก็จะสามารถอ้างการมีมาตรการที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้องรับผิดตามมาตรานี้ ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้นิติบุคคลมีแนวทางในการกำหนดมาตรการป้องกันของตนให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่นี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ 

ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดกิจกรรมงานเสวนา “มาตรการภาคธุรกิจ ต้านทุจริตการติดสินบน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนต่อร่างคู่มือ นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับนิติบุคคลเพื่อป้องกันการให้สินบน (Anti-Bribery Advisory Service: ABAS) เพื่อให้คำแนะนำแก่นิติบุคคลในเชิงวิชาการเกี่ยวกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องของมาตรการต่อต้านการให้สินบน

สำนักงาน ป.ป.ช. มุ่งหวังให้นิติบุคคลทั้งหลายตระหนักถึงความสำคัญของการมีมาตรการป้องกันการให้สินบนที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม เพื่อสอดส่องดูแลความประพฤติของบุคลากร รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของตนให้ร่วมกันดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งการมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพนั้นจะเป็นการแก้ไขปัญหาการให้สินบนจากต้นเหตุ รวมทั้งส่งผลดีหลายประการต่อตัวนิติบุคคลเอง ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนทางธุรกิจ การไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรจากการถูกฟ้องเป็นคดีความ และยังส่งผลดีต่อชื่อเสียงของนิติบุคคลในระยะยาว ตลอดจนส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเนื่องจากก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจที่เท่าเทียมซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาประกอบธุรกิจกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนจะต้องมีค่านิยมที่ถูกต้องและปฏิเสธการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี ซึ่งภาครัฐเองก็จะต้องไม่เรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์สกปรกดังกล่าว รวมทั้งให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนอย่างเต็มกำลังในการต่อต้านการทุจริตให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

-------------------------

ศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับนิติบุคคลเพื่อป้องกันการให้สินบน (ABAS)

สำนักงาน ป.ป.ช.