จิตสำนึกสาธารณะ กับตัวบทกฎหมาย

จิตสำนึกสาธารณะ กับตัวบทกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวย้ำอีกครั้งถึงการแก้ปัญหาประเทศว่า “จิตสำนึกสาธารณะ” เป็นเรื่องสำคัญ โดยเห็นว่าแม้รัฐบาลจะมีแผนหรือมาตรการแก้ปัญหามากเพียงใด แต่หากขาด“จิตสำนึกสาธารณะ” ของคนไทยเสียแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายแก้ปัญหา

ปัญหาความเดือดร้อนของประเทศและสังคมมากแค่ไหนนั้น นายกรัฐมนตรียกตัวอย่างว่าตั้งแต่เข้าบริหารประเทศ “ต้องรับเรื่องร้องเรียนกว่า 3 ล้านเรื่องทั่วประเทศ มีรัฐบาลไหน เปิดทุกช่องให้ร้องเรียนอย่างนี้ไหม วันนี้แก้ไปแล้ว 96% แต่ทำให้ได้ 100%” ซึ่งรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ถึง 96% หรือไม่นั้น ยังต้องติดตามกันต่อไป แต่จากเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาถึง 3 ล้านเรื่องภายใน 2 ปีถือว่าค่อนข้างมากจริงๆ ซึ่งอาจเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงปัญหาสังคมมีค่อนข้างมาก

กรณีนายกรัฐมนตรีเรียกร้อง“จิตสำนึกสาธารณะ” ถือว่าน่าพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะนายกรัฐมนตรีพูดย้ำหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ และเป็นประเด็นที่น่าขบคิดอย่างมากสำหรับสังคมไทย เนื่องจากมีการกล่าวถึงกันมานานในเรื่อง“จิตสำนึกสาธารณะ” แต่ก็ยังมีปัญหามาโดยตลอดสำหรับสังคมไทย ซึ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหาสังคมใหญ่ๆ ก็มักจะมีการออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีปัญหาในเรื่องนี้พอสมควรและเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

การเรียกร้อง“จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่เพียงแต่ระดับผู้บริหารประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่เคยทำงานด้านสังคม ก็มักจะเรียกร้องตรงนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความอีกอย่างหนึ่งก็คือมองว่าคนไทยยังเห็นแก่ตัวอยู่มาก หาไม่แล้วก็คงไม่มีประเด็นเรื่อง“จิตสำนึกสาธารณะ” และตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้คือคนมักจะชื่นชมประเทศอื่นในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ แล้วเห็นประชาชนเขาให้ความช่วยเหลือและมัระเบียบวินัย อาทิ กรณีของชาวญี่ปุ่นที่ประสบกับภัยพิบัติในช่วงหลายปีก่อน เป็นต้น

อันที่จริง อีกด้านหนึ่งของเหรียญ“จิตสำนึกสาธารณะ” ก็คือ “กฎหมาย” หากเราจะเข้าใจปัญหาจิตสำนึกสาธารณะได้ดี เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้าใจการเคารพกฎหมายของคนไทย หาใช่ว่าสังคมไทยไม่มีกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรม แต่เพราะคนไม่เกรงกลัวต่อตัวบทกฎหมายและสามารถใช้อิทธิพลหรืออำนาจ ในการชักจูงให้หลุดพ้นจากการกระทำความผิดทางกฎหมายได้โดยง่าย ซึ่งในเมื่อคนเราไม่เคารพในตัวบทกฎหมายก็เท่ากับว่าไม่มีความเคารพในเรื่องที่เป็นสาธารณะไปด้วย

เพราะอย่าลืมว่ากฎหมายแท้ที่จริง ก็เป็นกฏกติกามารยาทที่ดูแลสมาชิกในสังคม ให้อยู่ในกรอบและมีระเบียบ ซึ่งกฎหมายมีอยู่สองอย่าง คือ กฎหมายที่เป็นทางการ ซึ่งมีการออกเป็นบทบัญญัติต่างๆนั้น ก็เป็นกฏกติกาที่บังคับใช้สำหรับทุกคน และกฎหมายที่ไม่เป็นทางการ เป็นเรื่องที่สามาชิกในสังคมเอาไว้ควบคุมกันเอง โดยมีกรอบกว้างๆ ว่าอะไรเป็นพฤติกรรมควรหรือไม่ควร แต่ที่ผ่านมา เราเชื่อว่าสังคมไทยมีปัญหาอย่างรุนแรงจนนำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จึงไม่แปลกนักที่นายกรัฐมนตรีจะพูดถึงบ่อยครั้ง ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีปัญหาจริงๆ และหากเราเรียกร้อง“จิตสาธารณะ” เราก็จำเป็นทำให้คนไทยเคารพในกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว “จิตสำนึกสาธารณะ”ซึ่งเป็นคำสมัยใหมก็ถือกำเนิดมาจาก “กฎหมาย”นั่นเอง ดังนั้นเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าในวันนี้รัฐบาลสามารถทำให้ “กฎหมายเป็นกฎหมาย” เหมือนกับที่เคยประกาศไว้หรือยัง เพราะเราเชื่อว่า“จิตสำนึกสาธารณะ”จะค่อยๆเกิดขึ้นตามมาในที่สุด