กระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและธุรกิจ ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค กำลังผลักดันให้ประเทศไทยต้องเร่ง
ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หรือประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 ตามรอยประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งได้ริเริ่มและปรับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจของตนแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ได้กำหนดยุทธศาสตร์ A Nation of Makers ขณะที่ยุทธศาสตร์ของอังกฤษ คือ Design of Innovation นอกจากนี้ ประเทศจีนเองก็ไม่น้อยหน้า เพราะได้ประกาศยุทธศาสตร์ Made in China 2025 รวมถึง เกาหลีใต้ ก็ได้วางโมเดลเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ เป็น Creative Economy เป็นต้น
โมเดลประเทศไทย 1.0 ซึ่งเน้นภาคการเกษตร ขณะที่ 2.0 กับ 3.0 ซึ่งเน้น อุตสาหกรรมเบา และอุตสาหกรรมหนัก ตามลำดับ ได้นำเรามาสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกก็คือ เศรษฐกิจประเทศเกิดการขยายตัว ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากกว่าอดีตที่ผ่านมา ขณะที่ ผลกระทบด้านลบ คือ ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุลของการพัฒนา ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy หรือ การเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งมีความหมายโดยนัย ก็คือ การเป็นประเทศที่มีภาคธุรกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ Innovative Organization Transformation นั่นเอง
คำถามก็คือ ในเมื่อการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ของภาคธุรกิจไทย การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 ดังกล่าว ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวและริเริ่มการพัฒนานวัตกรรมกันอย่างไร จึงจะสามารถตอบโจทย์การดำเนินงานของตัวเองได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงมีส่วนนำพาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 ได้สำเร็จ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ต่างมีระบบและกระบวนการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กรอยู่แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium-Sized Enterprise: SMEs) ซึ่งมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมถึงมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม อาทิ การพัฒนานวัตกรรมต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งด้านวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ ยังอาจขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร รวมถึงมีความเสี่ยงด้านอุปสงค์เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ภาพความต้องการของตลาดอาจยังไม่ชัดเจน จึงมีความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ใหม่อาจไม่สนองตอบความต้องการของตลาดก็เป็นได้ ตลอดจนมาจากปัจจัยการขาดบุคลากรที่มีทักษะ การขาดการอบรมบุคลากรภายในหน่วยงาน ความไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของพนักงาน การขาดทรัพย์สินทางปัญญา และการขาดสภาพแวดล้อมในการพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น
ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ ประเทศไทย 4.0 ของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงอยู่ที่ ทำอย่างไร จึงจะสามารถเปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprise ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนผ่านจาก Traditional Services ที่สร้างมูลค่าต่ำ ไปสู่การให้บริการที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือ High Value Services เป็นต้น
กุญแจที่ใช้แก้โจทย์ความท้าทายดังกล่าว คือ การทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีศักยภาพในการบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าต่อลูกค้าและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพราะนวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตทางธุรกิจ มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่องค์กร โดยนวัตกรรมจะทำให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีขีดความสามารถในการนำเสนอสินค้า บริการ และกระบวนการทำงานใหม่ๆให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้สามารถสนองตอบความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาธุรกิจอาวุโสของผู้เขียน พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ มักมีการขับเคลื่อนเรื่องนวัตกรรมเพียงในระดับกิจกรรม (Event Idea) กล่าวคือ มีลักษณะเป็นกิจกรรมประกวดความคิด (Innovation Award) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรมีการคิดค้นสิ่งใหม่ ทำให้เกิดการกระตุ้นนวัตกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กร
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนองค์กรนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีอยู่ 3 ระดับ ได้แก่ นวัตกรรมระดับกิจกรรม (Event Idea) นวัตกรรมระดับกระบวนการ (Process Deliverable) และนวัตกรรมระดับองค์กร (Capability Environment) สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่พึงกระทำ คือ การทำให้งานด้านนวัตกรรมมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานภายในมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อจะสามารถขยายผลสู่การสร้างนวัตกรรมระดับองค์กรได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึง ช่วยเพิ่มมุมมองที่รอบด้านเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม (Innovation Perception) และเพิ่มความหลากหลายของประเภทนวัตกรรม (Innovation Category) ในลักษณะที่มีความเชื่อมโยงกับนวัตกรรมจากภายนอก (Open Innovation) ทำให้การสร้างนวัตกรรมมีความเชื่อมโยงกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร (เป็น Strategy-based Approach ไม่ใช่ Activity-based Approach) โดยกำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategic Objective) และนำวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์นั้น มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานนวัตกรรมระดับกิจกรรมและระดับกระบวนการภายในองค์กรต่อไป
ทั้งนี้ เราสามารถแบ่งวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategic Objective) ที่มีความเหมาะสมกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) กลุ่มนวัตกรรมการตลาด (Marketing Innovation) และกลุ่มนวัตกรรมการบริหารจัดการภายในองค์กร (Administrative Innovation)
---------------------
วิเชษฐ ศรีรัตนไตรเลิศ
กรรมการผู้จัดการ
และที่ปรึกษาธุรกิจอาวุโส บริษัท ไอบีลิฟ จำกัด









