ในท่ามกลางกระแสการค้าโลก ที่องค์การการค้าโลก
คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.8% ปีนี้ อันต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.9% ก่อนคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.6% ปีหน้า อันถือเป็นการทะลุระดับ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงกระแสการค้าโลกว่าซบเซาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หลังจากเมื่อปีที่แล้วการค้าโลกเติบโต 2.8% จริงๆ แล้วความซบเซาของกระแสการค้า น่าจะสืบเนื่องจากตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกปี 2550 อันฉุดรั้งกระแสการค้าโลกให้ขยายตัวในระดับไม่สูงนักพอๆ กับเศรษฐกิจโลก แทนที่จะขยายตัวในระดับสูงกว่า 2 เท่าเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติ
สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้นอกจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว การขยายตัวของการค้าเป็นอีกตัวเลขที่ถูกจับจ้อง และกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมระหว่างประเทศ อย่างเมื่อครั้งการประชุมของกลุ่มจี 20 ที่เพิ่งผ่านมา ก็ได้มีการเห็นพ้องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ผลักดันการค้า พร้อมสนับสนุนการจัดวางหลักการสำหรับกำหนดนโยบายด้านการลงทุนในโลก และกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการกีดกันการค้าเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนข้ามชาติ รวมถึงสร้างบรรยากาศการลงทุนให้ปลอดจากการกีดกัน โปร่งใส
นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุงแห่งสิงคโปร์ อันเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างมาก นำเสนอ 3 แนวทางเพื่อส่งเสริมการค้า เริ่มจากการช่วยเหลือภาคธุรกิจและผู้คนให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และหาลู่ทางใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่อมาคือในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ที่สามารถมีส่วนร่วมในสถาบันระดับภูมิภาคและข้อตกลงการค้า รวมถึงแนวคิดริเริ่มทางยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อย่างเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ของจีน ท้ายที่สุดคือประเทศต่างๆ ต้องช่วยกันอำนวยความสะดวกด้านการค้า
เอเชียถือเป็นภูมิภาคที่หลายประเทศเป็นตลาดเกิดใหม่ และมีศักยภาพในการเติบโตรวมถึงการค้าขายอยู่มาก เมียนมาเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมาก็ได้กล่าวระหว่างเยือนสหรัฐ ว่าถึงเวลาแล้วของการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเมียนมา เพราะมาตรการดังกล่าวส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในการนี้ผู้นำสหรัฐตอบรับด้วยการประกาศเตรียมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือจีเอสพี แก่เมียนมาด้วย หลังจากระงับจีเอสพีไปเมื่อปี 2532 เนื่องจากรัฐบาลทหารปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง
การคืนสิทธิจีเอสพีแก่เมียนมา ผนวกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร จะเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้าไปลงทุน โดยจีเอสพีรอบใหม่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 13 พฤศจิกายน และเปิดโอกาสให้เมียนมาส่งออกสินค้าสู่สหรัฐได้ราว 5,000 รายการ อันแน่นอนว่าจะช่วยสร้างงาน และจะส่งผลพวงต่อเนื่องมาถึงไทยด้วย เพราะจะดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก รวมทั้งไทย ให้เข้าไปลงทุนในเมียนมากขึ้น เนื่องจากมีตลาดส่งออกรองรับ รวมทั้งเมียนมายังมีจุดเด่นในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานราคาถูก ซึ่งเป็นแรงดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้านติดกับไทย จึงถือเป็นโอกาสหนึ่งที่น่าจะช่วยส่งเสริมการค้า ท่ามกลางกระแสการค้าที่กำลังซบเซาทั่วโลกและต้องรอจนถึงปีหน้า กว่าที่การขยายตัวของการค้าโลกจะทะลุระดับ 3% ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องอาศัยการประคับประคองจากหลายภาคส่วน รวมถึงมาตรการอันหลากหลายทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนเอง เพื่อขับเคลื่อนกระแสการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง






