ประเทศไทยมีกฎหมายฟอกเงินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นการออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีของประเทศไทย
ตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 (พ.ร.บ. ฟอกเงิน) ได้ถูกปรับปรุงแก้ไขมาเป็นระยะ ๆ โดยครั้งล่าสุดเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ในการแก้ไขแต่ละครั้งกฎหมายได้เพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ ให้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฟอกเงิน และเพิ่มขอบเขตอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ สำนักงาน ปปง. ให้ครอบคลุมและกว้างขวางยิ่งขึ้น
เดิม พ.ร.บ.ฟอกเงินได้กำหนดให้สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมบางประเภทที่กำหนดต่อสำนักงาน ปปง. ต่อมาในปี พ.ศ.2552 กฎหมายได้เพิ่มหน้าที่ดังกล่าวให้ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วย กล่าวคือ ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 16 (9) แห่ง พ.ร.บ. ปปง.)
จากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต (Credit Card Network) การให้บริการเครือข่ายอีดีซี (EDC Network) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) การให้บริการหักบัญชี (Clearing) การให้บริการชำระดุล (Settlement) และการให้บริการรับชำระเงินแทน (Bill Payment) ต่างก็มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมบางประเภทที่กำหนดตาม พ.ร.บ. ฟอกเงิน อีกทั้งยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายประการตามกฎหมาย รวมถึงการจัดให้ลูกค้าแสดงตน (Know Your Customer หรือ KYC) ทุกครั้งก่อนทำธุรกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและยังต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence หรือ CDD) อีกด้วย
เกี่ยวกับการทำ KYC และ CDD นั้น ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นปัญหาและอุปสรรคบางประการที่สมควรจะต้องมีการแก้ไขในแง่ข้อกฎหมายคือ ในทางปฏิบัติการทำ KYC และ CDD นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากจนอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่กฎหมายก็ยังกำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ. ปปง. มีหน้าที่ต้องดำเนินการในทั้งสองเรื่องแยกต่างหากจากกัน
โดยตามกฎกระทรวงกำหนดธุรกรรมที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน พ.ศ. 2554 (กฎกระทรวงเรื่อง KYC) ข้อ 8 (2) กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 (9) ต้องทำ KYC ทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรมโอนเงินหรือชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นตามกฎกระทรวง ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2543) ได้ยกเว้นการบริการรับชำระเงินแทน (Bill Payment) เช่น การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ บัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ตามร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต่าง ๆ ให้ไม่ต้องทำ KYC กรณีที่ธุรกรรมมีมูลค่าน้อยกว่า 700,000 บาท
ในขณะเดียวกันกฎกระทรวงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ. 2556 (กฎกระทรวงเรื่อง CDD) ข้อ 18 (2) ข. กำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องทำ CDD ทุกครั้งเมื่อมีการโอนเงินหรือการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
จากความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น จึงเกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติสำหรับผู้มีหน้าที่ต้องรายงานตามมาตรา 16 (9) แห่ง พ.ร.บ. ปปง. ว่าจะต้องมีการขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเพื่อประกอบการทำ KYC หรือ CDD เมื่อใด จากข้อกฎหมายข้างต้นผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 16 (9) ที่ประกอบธุรกิจการรับชำระเงินแทนไม่ต้องทำ KYC เว้นแต่ธุรกรรมจะมีมูลค่าตั้งแต่ 700,000 บาทขึ้นไป แต่จะต้องทำ CDD เมื่อธุรกรรมมีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ในทางปฏิบัติกฎกระทรวงเรื่อง KYC ที่ยกเว้นไม่ให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตราดังกล่าวต้องทำ KYC จึงเท่ากับไม่มีความหมาย เพราะผู้ประกอบอาชีพตามมาตราดังกล่าวยังมีหน้าที่ต้องทำ CDD เมื่อธุรกรรมมีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
ประเด็นนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกัน ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้เห็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฟอกเงินให้มีความชัดเจนและไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ. ปปง. ในอนาคตอันใกล้นี้
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่









