เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายของ Mr. Tham Sai Choy ซึ่งเป็นReginal Chairman of KPMG in Asia Pacificชาวสิงคโปร์
ที่จัดโดย KPMG ในหัวข้อ How to turn Digital Disruption into Opportunity เนื้อหาสาระของการบรรยายพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่สามารถสร้างโอกาสและมูลค่าทางการตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมต้องล้มหายไปจากตลาด
มีหลายประเด็นที่ผมเคยนำเสนอผ่านคอลัมน์นี้ อาทิเช่น Fintech, E Wallet และ Blockchain ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็ว ท่านผู้ประกอบการ SME ที่เห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัว ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะ Digital Disruption นั้นนับเป็นโอกาสในยุค Digital ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และความสำเร็จของธุรกิจหลายประเภท ก็ล้วนเริ่มต้นจากการคิดใหม่และแสวงหาโอกาสจากแนวโน้มเหล่านี้
ตัวอย่างธุรกิจที่พูดถึงในวันนั้น อาทิเช่น บริษัทแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง UBER ที่ไม่มี Taxi เป็นของตนเอง ผู้ให้บริการห้องพักที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง Airbnb ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของห้องพักด้วยซ้ำ ร้านค้าปลีกที่มีมูลค่าการตลาดสูงๆ อย่าง Alibaba ก็ไม่ต้องลงทุนสร้างร้านค้าและไม่มีสินค้าคงคลัง บริษัทโทรศัพท์ชั้นนำของโลกที่ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Telco, Skype, Microsoft, WhatsApp และ Facebook บ้านแห่งหนังอย่าง Netflix ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีโรงหนังเป็นของตนเอง
ธุรกิจเหล่านี้ล้วนอาศัยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ที่เชื่อมต่อด้วยปลายนิ้วทั้งสิ้น
Digital Disruption คือ นวัตกรรมในยุค Digital ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดของผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บางคนเรียกว่า Creative destruction หรือการทำลายอย่างสร้างสรรค์ ที่จะส่งผลต่อการลงทุนในปัจจุบันและอนาคต
การตั้งบริษัทตามหลักเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม ที่มุ่งผลิตสินค้าและบริการเพื่อแสวงหากำไรโดยอาศัยประโยชน์จากกลไกราคา จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้มีการจัดตั้งบริษัทที่ต้นทุนค่าแรงงานไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำ แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเรียกใช้แรงงานเท่าที่จำเป็น เป็นบริษัทที่ไม่มีโครงสร้างองค์กรเป็นแบบแผน แต่มีการจัดองค์กรเป็นแบบนั่งร้าน หรือ Platform เป็นโครงสร้างที่ให้คนได้อาศัยพักพิงเพื่อทำงาน เป็นการทำธุรกิจแบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน” คล้ายกับการเล่นของเด็ก ที่เอาตัวพลาสติกมาต่อกันเป็นรูปร่าง เมื่อไม่ต้องการก็รื้อถอนออกไป
บริษัทต่างๆ นิยมใช้ Outsource ให้คนอื่นมาทำงานด้านการผลิตและการกระจายสินค้า ทำให้มีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยเลือกจับเฉพาะงานที่มีมูลค่าสูงๆ เช่น การออกแบบ การตลาดและการบริหารตราสินค้า อย่างเช่น บริษัทไนกี้ ที่มีพนักงานกว่า 50,000 คน แต่พนักงานพวกนี้ไม่ได้ทำการผลิต แต่โอนการผลิตไปให้ซัพพลายเออร์ทั้งหมด ปัจจุบันใครที่มีบัตรเครดิตและเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต สามารถทำธุรกิจอะไรก็ได้ อย่างเช่น บริษัท Vizio ในอเมริกา มีพนักงานแค่ 400 คน เพิ่งตั้งเมื่อปี 2002 แต่สามารถขายโทรทัศน์ได้มากพอกับร้านของ Sony ที่มีพนักงานถึงกว่า 1 แสนคน
ธุรกิจรูปแบบ Sharing economy จะแพร่หลายในตลาดมากยิ่งขึ้น เป็นธุรกิจที่อาศัยโทรศัพท์มือถือ ระบบไอที และอินเตอร์เน็ต เพื่อประสานงานด้านการทำงานร่วมกันของกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่กันกระจัดกระจาย รวมถึงการติดต่อธุรกิจระหว่างคนซื้อและคนขาย ซึ่ง Wikipedia นับเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ความร่วมมือของคนนับล้านที่กระจายอยู่ทั่วโลก สามารถเป็นแหล่งผลิตความรู้ที่ใหญ่โตที่สุด มีคนใช้งานมาก เป็นบริษัทที่มีต้นทุนการประสานงานที่ต่ำ
นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตยังสามารถสร้างโอกาสการผลิตแบบต้นทุนต่ำให้กับ SME ในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการในลักษณะ Sharing Economy ที่สามารถลดต้นทุน ทั้งการขนส่ง การออกแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทำให้แข่งขันในเรื่องราคาได้
ผมมีโอกาสได้ร่วมในรายการคิดแลกล้าน ที่สนับสนุนโดย ปตท. และ SME Bank ซึ่งออกอากาศ ทางช่อง 3 SD (28) ทุกวันจันทร์ เวลา 20.15 น. ได้ร่วมเป็นโค้ช และรับฟังการนำเสนอของ SME ในกลุ่ม Startup หลายราย บางรายหลังจากออกรายการประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้จำนวนมาก
จึงขอชักชวนท่านผู้ประกอบการ SME ได้เกิด Passion ในการแสวงหาโอกาสจาก Digital Disruption ซึ่งมีอยู่มากมาย อย่าพลาดนะครับ









