การกลับมาของอิทธิพลทางการเมืองซึ่งตลาดก็ยังคงไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร
ความเสี่ยงทางการเมืองได้จางหายไปจากตลาดการเงินในช่วงทศวรรษที่ 90 เพราะความอิสระของธนาคารกลางที่สามารถทำให้นโยบายเศรษฐกิจนั้นปราศจากอำนาจแทรกแซงทางการเมือง ตลาดไม่ได้สนใจว่าบุชหรือคลินตันจะได้เข้าไปนั่งในทำเนียบขาวหากอลัน กรีนแสปนยังคงอยู่ในธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งเป็นผลให้นโยบายการใช้เศรษฐศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ของธนาคารกลางแทนที่จะโอนอ่อนตามการเมืองได้รับความเชื่อถือ
ช่วงเวลาหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก การเติบโตของเศรษฐศาสตร์การเมืองตลอดระยะเวลาหลายปีก็เด่นชัดขึ้น เศรษฐศาสตร์การเมืองนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำนายผลการเลือกตั้งหรือคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด (ศาสตร์ดังกล่าวคือการทำนายผลการเลือกตั้ง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยวิธีทางสถิติ) แต่เศรษฐศาสตร์การเมืองเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในผลของนโยบายต่อเศรษฐกิจ รวมไปถึงปัญหาทางการเมือง เช่น การกระจายตัวของความมั่งคั่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร อีกทั้งเศรษฐศาสตร์การเมืองยังเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์และพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปต่อนโยบาย
ตัวเร่งความรุ่งเรืองของเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญ ก็คือการตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมต่างๆ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้มีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ถึงแม้ว่าความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ในระดับโลกจะลดลงเป็นอย่างมากก็ตาม) แต่ทว่าความเหลื่อมล้ำดังกล่าวได้ถูกพรางตาไว้ด้วยความเสมอภาคในการบริโภค จากการใช้สินเชื่อในการจับจ่ายใช้สอยด้วยรายได้ที่ไม่มีอยู่จริง จึงเป็นภาพลวงตาให้เกิดความเสมอภาคดังกล่าว
ความเป็นจริงเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เคยถูกซ่อนไว้ได้ถูกเปิดเผยชัดเจนมากขึ้น จากความล้มเหลวในการปล่อยกู้ของเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วหลังปี 2551 และการเผยให้เห็นความเป็นจริงดังกล่าวอย่างกระทันหันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น อันนำไปสู่ความคับข้องใจซึ่งทำให้สภาพเศรษฐกิจแห่งความมุ่งมั่นกลายเป็นสภาพเศรษฐกิจแห่งความอิจฉา ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการที่เคยอยากได้อะไรก็หาซื้อได้ โดยการใช้สินเชื่อมาเป็นความโกรธเคืองและคับแค้นใจแทน เพราะการทำงานหนักไม่สามารถทำให้วิถีชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่เพื่อนบ้านของพวกเขามี
นอกจากนี้สถานการณ์ยังผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทำให้ประชากรส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังซึ่งอันที่จริงสภาวะเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไรในช่วงของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดเป็นผลรุนแรงคือการผสมโรงกันของทั้งสองปัจจัยในช่วงเวลาเดียวกัน
การตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันและความรู้สึกถึงการถูกกีดกันออกจากความพยายามของนักการเมือง ในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ส่งเสริมให้เกิด “เศรษฐกิจแบบแพะรับบาป” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนบางกลุ่มมองหาคนอีกกลุ่มที่สามารถกล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุของสถานะที่ย่ำแย่ทางเศรษฐกิจของกลุ่มตนและในแต่ละสังคมก็มีแพะรับบาปด้วยกันทั้งนั้นซึ่งถึงแม้การกล่าวโทษเกือบทุกกรณีจะไม่ถูกต้องแต่กลุ่มแพะรับบาปกลับกลายเป็นจุดเพ่งเล็งสำหรับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
เศรษฐกิจแบบแพะรับบาปยังสามารถนำไปสู่การแสดงออกทางการเมืองได้ เมื่อนักการเมืองลุกขึ้นต้านเหล่าผู้ที่มีอคติหรือผู้ที่คัดค้านด้วยความคิดที่ว่า “หากสามารถกำจัดอิทธิพลของคนกลุ่มน้อยในระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ออกไปแล้วทุกอย่างจะดีเอง”
ความคิดนี้ทำให้การเมืองเข้ามามีผลต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยนโยบายนั้นจะถูกแทรกแซงมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงการพยายามจัดการกับความเหลื่อมล้ำ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก็ยังเอนเอียงไปยังฝั่งผู้ที่ต่อต้านการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มคนที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองนั้นก็ยังคงห่วงความนิยมของตน ปัญหาสำหรับนักลงทุนก็คือ เศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องระดับนานาชาติในขณะที่การเมือง นั้นเป็นเพียงเรื่องภายในประเทศเท่านั้น สภาพเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเมืองนั้นถูกสร้างขึ้นโดยวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคม จึงทำให้การพยายามที่จะเข้าใจความเสี่ยงทางการเมืองจากมุมของคนภายนอกเป็นสิ่งที่ยากมาก และแน่นอนว่ายากเสียยิ่งกว่าการนำตัวเลขลงไปใส่ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จากสมการ
ปัจจุบัน โลกเราวันนี้จึงเป็นสถานที่ที่เข้าใจยากยิ่งขึ้นสำหรับเหล่านักลงทุน บทบาทของการเมืองต่อเศรษฐกิจทำให้นักลงทุนเก็บเงินไว้ใกล้ตัวแทนที่จะนำเงินไปลงทุนในตลาดซึ่งมีความเสี่ยงทางการเมือง และเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ
สรุปแล้วเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการเมืองนั้นอาจทำให้ประสิทธิภาพเศรษฐกิจลดลง คาดเดาได้น้อยลง และยังลดเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกลงอีกด้วย
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ubs.com/pauldonovan สามารถอ่านบทความของพอลเพิ่มเติมได้ในชุดสารคดี UBS หมวดผู้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ www.ubs.com/nobel
-------------------
พอล โดโนแวน
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากยูบีเอส






