ผมชวนคุณ บัณฑูร ล่ำซำ
แห่งธนาคารกสิกรไทย คุยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อถามไถ่ถึงความคืบหน้าล่าสุด ในความพยายามแก้ปัญหาการทำลายป่า และการสร้างอนาคตให้กับคนจังหวัดน่าน ได้รับคำตอบสั้น ๆ ชัด ๆ ว่า “เอายาแก้ปวดมารักษามะเร็งก็ย่อมไม่ได้ผล”
ข้อมูล สถิติ ภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจพื้นที่และรายงานจากพื้นที่ ทุกอย่างยืนยันตรงกันว่าสถานการณ์ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า ของจังหวัดน่านได้เข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” แล้ว
และยิ่งวันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นว่า: วิกฤติป่าน่านคือวิกฤติของชาติ
เพราะป่าของจังหวัดน่านเป็นต้นน้ำของเจ้าพระยากว่า 40%
และวันนี้ป่าของน่านถูกทำลายไปแล้วไม่น้อยกว่า 28% ตรวจสอบได้จากภาพถ่ายดาวเทียมที่มีการประเมินกันเป็นระยะ ๆ มาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
หากสถานการณ์ยังเสื่อมทรุดต่อเนื่องเช่นนี้ หากยังบริหารด้วยระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ป่าน่านจะถูกทำลายต่อเนื่อง และวันหนึ่งวิกฤตินั้นจะมาเยือนแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นหัวใจหล่อเลี้ยงคนไทยจำนวนมหาศาล
“คุณปั้น” ลงไปศึกษาและทุ่มกำลังกายกำลังทรัพย์ช่วยแก้ปัญหาน่านมาหลายปีแล้ว วันนี้ได้ข้อสรุปว่าหากจะแก้ไขกันอย่างจริงจังต้องมีการใช้ “วิธีการพิเศษ” ด้วยกฎหมายที่สามารถจะให้ทุกฝ่ายวางปัญหาบนโต๊ะร่วมกันเพื่อคลายปมเงื่อนที่เป็นอุปสรรคหัวใจของการแก้ปัญหา
“น่านไม่เหมือนหลายจังหวัดอื่น ๆ เพราะถูกประกาศเป็นป่าสงวนถึงร้อยละ 85 ของพื้นที่จังหวัด ชาวบ้านจึงทำมาหากินยาก แต่ต้องไม่ลืมว่าคนน่านไม่ใช่คนป่า เป็นอาณาจักรล้านนามาแต่โบราณ และตั้งรกรากมาเป็นร้อย ๆ ปี แต่พระราชบัญญัติป่าสงวนครอบลงมาบนบ้านเขา เขาอยู่ที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่รุกมาจากข้างนอก ดังนั้น เกือบทุกตำบลของน่านจึงถูกตีเส้นอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน...”
จะเห็นภาพทันทีเมื่อได้ยินคุณบัณฑูรบอกว่า “คนน่านตื่นขึ้นมาก็ผิดกฎหมายแล้ว”
รากเหง้าของปัญหาป่าน่านจึงสรุปได้ว่าเป็นเพราะคนน่านไม่มีที่ทำกินได้ตามปกติเพียงพอ คนไม่มีทางไปเพราะน่านไม่มีระบบอื่น ๆ รองรับประชากร 5 แสนคน แต่มีพื้นที่ถูกกฎหมายเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น และเพราะถูกวางไว้อันดับท้าย ๆ ของการจัดงบประมาณเนื่องจากมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ต่ำ ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงขึ้นอีก
หากเชื่อในทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ว่า ป่าต้นน้ำมีความหมายต่อระบบนิเวศของพื้นที่ข้างล่างลงมานั่นคือกรุงเทพฯอันเป็นเมืองหลวงของประเทศ ปัญหาของน่านก็คือปัญหาความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจของชาติ
ข้อเสนอทางแก้ปัญหาอย่างได้ผลจริงจังคือการเขียนกฎหมายให้น่านเป็น “บริเวณทดลองพิเศษ” เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งเขียนแผนใหม่ให้กับน่าน เพื่อให้ทุกคนหยุดตัดป่า แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนให้ชาวบ้านสามารถมองเห็นอนาคตของตนเองโดยที่รัฐบาลและเอกชนกับประชาสังคมเข้าร่วมมือกันภายใต้กติกาใหม่ที่ยอมรับความจริง ไม่ใช้ระบบบริหารราชการอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ผมเชื่อว่าอีกปัญหา “ระบบบริหารราชการแผ่นดิน” ที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริงยังมีผลกระทบต่ออีกหลายจังหวัด แต่เนื่องจากน่านเป็น “เพชรแห่งทรัพยากรธรรมชาติ” จึงน่าจะเป็นจุดที่จะสร้าง “โมเดลยกเครื่อง” การบริหารอย่างจริงจัง หากสำเร็จก็จะปูทางไปสู่การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนจังหวัดได้อย่างแน่นอน
การรณรงค์ของหลาย ๆ ฝ่ายให้มีการปลูกป่า, ทำกิจกรรมกับคนท้องถิ่นเพื่อสร้างงานและกิจกรรมเพื่อชุมชนอีกทั้งคนจากหลาย ๆ วงการได้เข้าไปช่วยสร้างความตื่นตัวในการแก้ปัญหา แต่ประเมินจากผลจริง ๆ แล้วยังไม่สามารถเจาะไปถึงต้นตอของปัญหาได้...นั่นคือกฎหมายเก่าที่ใช้บังคับโดยไม่พิจารณาถึงปัญหาของประชาชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ผมถามคุณบัณฑูรว่าได้มีโอกาสเล่าให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาฟังถึงความเห็นเรื่อง “บริเวณทดลองพิเศษ” สำหรับน่านหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า “ยังเลยครับ ท่านคงจะมีเรื่องสำคัญ ๆ มากมายที่ต้องดูแล...”
คุณปั้นบอกว่าขอเวลานายกฯประยุทธ์แค่ 15 นาที จะชี้แจงข้อเสนอทางแก้ปัญหาของ “วิกฤติป่าน่าน” ให้ท่านผู้นำให้ได้รับทราบเพื่อการพิจารณา
อาจจะเป็น 15 นาทีที่พลิกวิกฤติเป็นโอกาส... และปูทางสู่การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ครั้งประวัติศาสตร์ก็ได้!






