ตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินของโลกอย่างหนึ่ง
นั่นคือ ผลการลงประชามติของชาวอังกฤษที่ต้องการให้ออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งเป็นชนวนที่นำไปสู่ความเสี่ยงที่มากขึ้น
ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศในกลุ่มยูโรโซนอื่น ๆ ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป กับเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันจากผลโหวตดังกล่าว ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศทั้ง S&P และ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลงสู่ระดับ AA (จากระดับเดิม S&P: AAA, Fitch: AA+)
พร้อมให้มุมมองเชิงลบ โดยระบุว่า ผลการลงประชามติจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษในระยะสั้นชะลอตัวลง ขณะที่ภาคธุรกิจเลื่อนการลงทุนและพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อสภาวะด้านกฏระเบียบและกฏหมาย
นอกจากนี้ ตลาดตราสารหนี้ไทย ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพ.ค.ของสหรัฐ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากที่ 162,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดต่างคาดกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED น่าจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปในการประชุมที่จะมาถึง
ต่อมา ธนาคารกลางของเกาหลีใต้ (BOK) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ในช่วงกลางเดือน การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วง 0.25-0.50% ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้
ตลอดจนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงมีทิศทางการฟื้นตัวในระดับปานกลาง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อน สำหรับปัจจัยภายในประเทศมีเพียงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน MPC) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งปีหลัง
จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับลดลงในทุกช่วงอายุประมาณ 3-36 bps จากกระแสของเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ รวมถึงแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งตลาดหุ้น และตลาดบอนด์ ที่ยังน่าสนใจมากกว่าประเทศในภูมิภาคอื่น
นอกจากนี้ประเทศในเอเชียหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต่างกำลังจะฟื้นตัวและมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทยประมาณ 113 พันล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี









