จีนกับเศรษฐกิจเอเชีย

จีนกับเศรษฐกิจเอเชีย

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บลูมเบิร์กได้นำเสนอบทวิจัยของ สำนักงานในฮ่องกง ของ Natixis บริษัทจัดการลงทุนสัญชาติฝรั่งเศส

 เกี่ยวกับความสำคัญของจีนต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ดิฉันเห็นว่าน่าสนใจจึงอยากนำมาเล่าในสัปดาห์นี้ และต้องขอออกตัวว่า ตัวเลขอ้างอิงต่างๆเกี่ยวกับการพึ่งพาจีนนั้น ดิฉันประมาณจากกราฟที่ทางบลูมเบิร์กนำมาแสดง เพราะไม่สามารถหาต้นฉบับงานวิจัยของ Natixis ได้ค่ะ

บทวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่พึ่งพาจีนมากที่สุด คือ สิงคโปร์ โดยมีเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับประเทศจีน ถึง ประมาณ 20.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปยังจีน 19% ของจีดีพี รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน 0.8% ของจีดีพี และพึ่งพาการลงทุนของภาครัฐจีนประมาณ 1% ของจีดีพี

รองลงมาคือ ไต้หวัน มีเศรษฐกิจที่เกียวพันกับจีนประมาณ 15.5% ของจีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปจีน 14% ของจีดีพี มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 1.25% ของจีดีพี มีการลงทุนจากภาครัฐ ประมาณ 0.25%และมีการลงทุนโดยตรงจากภาคเอกชนจีน (FDI)บ้าง แต่น้อยมาก

อันดับที่สามคือ เวียดนาม มีเศรษฐกิจที่เกียวพันกับจีนประมาณ 13.75% ของจีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปจีน 11.5% ของจีดีพี มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 1% ของจีดีพี มีการลงทุนจากภาครัฐ ประมาณ 0.75%และมีการลงทุนโดยตรงจากภาคเอกชนจีนประมาณ 0.5%

อันดับสี่คือ มาเลเซีย มีเศรษฐกิจที่เกียวพันกับจีนประมาณ 11.4% ของจีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปจีน 9% ของจีดีพี มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 0.3% ของจีดีพี มีการลงทุนจากภาครัฐ ประมาณ 1.9%และมีการลงทุนโดยตรงจากภาคเอกชนจีนประมาณ 0.2%

อันดับที่ห้า คือ เกาหลีใต้ มีเศรษฐกิจที่เกียวพันกับจีนประมาณ 11.3% ของจีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปจีน 10% ของจีดีพี มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 0.7% ของจีดีพี มีการลงทุนจากภาครัฐ ประมาณ 0.4%และมีการลงทุนโดยตรงจากภาคเอกชนจีนประมาณ 0.2%

ส่วนประเทศไทย มาอันดับที่หกค่ะ มีเศรษฐกิจที่เกียวพันกับจีนประมาณ 9.8% ของจีดีพี โดยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปจีน 6.1% ของจีดีพี แต่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 3% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของจีดีพีที่สูงที่สุด และมีการลงทุนจากภาครัฐ ประมาณ 0.7%ของจีดีพี ส่วนการลงทุนโดยตรงจากภาคเอกชนจีนมีอยู่บ้าง แต่น้อยมาก

สำหรับประเทศญี่ปุ่น แม้จะมีการส่งออกไปยังประเทศจีนจำนวนมาก แต่เนื่องจากขนาดของเศรษฐกิจที่วัดโดยจีดีพีใหญ่ การส่งออกของญี่ปุ่นไปจีนจึงคิดเป็นเพียง ประมาณ 2.6% ของจีดีพีเท่านั้น และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ประมาณ 0.2% ของจีดีพี รวมเป็น 2.8%

เห็นข้อมูลนี้แล้ว ไทยต้องทำอย่างไรบ้าง วิเคราะห์คร่าวๆแล้ว ตามศักยภาพ ไทยเรายังสามารถส่งออกไปจีน เพิ่มขึ้นได้ โดยควรจะเน้นเพิ่มมูลค่า มากกว่าปริมาณ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และต้องพยายามให้คนไทยมีส่วนแบ่งในวงจรการส่งออก ไม่ใช่ให้จีนมายืมที่ดินและทรัพยากรของเราทำจนครบวงจร

สำหรับการท่องเที่ยว ต้องขอร้องให้คนไทยเป็นมิตรกับคนจีนมากขึ้น ควรจะยิ้มให้นักท่องเที่ยวชาวจีน เหมือนที่ยิ้มให้นักท่องเที่ยวฝรั่ง เพราะนักท่องเที่ยวจีนก็พยายามปรับปรุงพฤติกรรมและเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่นอยู่ ต้องนึกถึงตอนที่เราเริ่มออกไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็อาจจะไปทำเปิ่นหรือทำให้ผู้อื่นรำคาญเช่นกัน

สถาบันวิจัยการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน ระบุว่า ในปี 2558มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศถึง 35.4 ล้านคน ใช้เงินไปประมาณ 235,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.1 ล้านล้านบาท (เฉลี่ย 228,813 บาทต่อคน) และ 60% ของการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวในเอเชียค่ะ

จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยวของไทย ในปี 2558 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทย 7,934,791 คน เท่ากับว่าในจำนวนนักท่องเที่ยวจีน 35.4 ล้านคนในปีที่แล้ว เลือกที่จะเดินทางมาประเทศไทยถึง 22.3% ซึ่งถือว่าเยอะมากค่ะ เราจึงควรต้องรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจีนไว้ให้ดี

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้น ในปี 2558จีนมีการลงทุนนอกประเทศถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.14 ล้านล้านบาท ยังมาเมืองไทยไม่มาก แต่มีแนวโน้มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการคมนาคม