ตั้งสติ

ตั้งสติ

ธนาคารกลางของนิวซีแลนด์เป็นธนาคารกลางล่าสุดที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากธนาคารกลางอังกฤษและออสเตรเลีย ประกาศลดดอกเบี้ย และอังกฤษและอียู เตรียมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบเพิ่มเติม 

แต่การลดดอกเบี้ยทั้งของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่ได้ทำให้นักลงทุนหวาดหวั่น เงินยังคงไหลเข้าและดันให้เงินดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากแม้จะลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่าในอีกหลายๆภูมิภาคในโลก

ดิฉันได้เขียนไปตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของการไล่ล่าหาผลตอบแทน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในโลกอยู่ในระดับต่ำสุดๆ เงินลงทุนจึงไหลไปยังแหล่งที่ยังมีผลตอบแทนอยู่ ซึ่งกระแสเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ไล่ล่าหาผลตอบแทน

เกมส์การลงทุนในตอนนี้ ผู้เล่นหลักคือธนาคารกลางของประเทศต่างๆกับนักลงทุนในตลาด  ซึ่งธนาคารกลางของประเทศต่างๆมักจะถูกตลาดรุมจนต้องออกนโนบายตามที่ตลาดคาดหวังด้วยการลดดอกเบี้ยบ้าง อัดฉีดสภาพคล่องบ้าง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า

ถามว่าเกมส์นี้จะอยู่ไปได้นานเพียงใด ตอบว่านานจนกว่าธนาคารกลางต่างๆจะรู้ตัวว่า เล่นไปก็ไม่ชนะจึงเลิกเล่น เลิกสนใจที่จะนำอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินนโนบาย และผู้ลงทุนเกิดความรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะเล่น จึงเลิกเล่น และทำใจให้อยู่กับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งดิฉันมองว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนัก

ที่จะเกิดขึ้นคือ หยุดเล่นเกมลดดอกเบี้ย เลิกอัดฉีดสภาพคล่องนะคะ ไม่ได้บอกว่าสภาวะดอกเบี้ยต่ำจะหมดไป เราคงต้องอยู่กับสภาวะดอกเบี้ยต่ำมากไปอีกอย่างน้อยก็ 4-5 ปี และอาจจะเลยไปเป็นทศวรรษ เพราะฉะนั้น ต้องตั้งสติกันหน่อย

มีข่าวว่า สภาวะดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนต่ำ ทำให้กองทุนบำนาญของหลายๆประเทศเกิดความกังวลว่าผู้ออมและผู้เกษียณอายุงาน จะมีเงินไม่พอใช้

ถ้าอัตราการออมเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้น คือถ้าอยู่ในภาวะ “เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ” ก็ยังไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะค่าใช้จ่ายที่ประมาณเอาไว้ ก็จะลดลงโดยปริยาย สอดคล้องกับเงินออมที่โตขึ้นช้า หรือไม่โตเลย เนื่องจากได้รับผลตอบแทนต่ำ

ที่จะเป็นปัญหาคือ เกิดภาวะ “เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยต่ำ” เพราะเงินที่ออมไว้จะไม่งอกเงย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ตอนนี้ดิฉันยังมองว่าเป็นกรณีแรกอยู่ เพราะเท่าที่สังเกตดู สินค้าขายปลีกทั่วโลกตอนนี้ จะขายได้ต้องลดราคา และผู้บริโภคก็เตรียมซื้อเฉพาะตอนลดราคาอีกด้วย เท่ากับว่า ราคาลดลงโดยปริยาย จึงไม่เป็นภาระกับค่าครองชีพเท่าไรนัก หากผู้บริโภครู้จักปรับตัว

สินค้ากลุ่มเดียวที่ตั้งเป้าขึ้นราคาทุกปี คือสินค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี หรือสินค้าแบรนด์เนมตลาดบนที่ราคาสูง ซึ่งก็ยังขายได้ เพราะคนซื้อไม่เดือดร้อน บางคนหาเหตุผลว่าเป็นการลงทุนที่ดีเสียอีก เพราะราคาขึ้นทุกปี และขึ้นมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนอื่นๆ

หากภาวะนี้อยู่ต่อไปอีกหลายปีตามที่ดิฉันคาด ต่อไปคนจะรู้สึกเฉยๆต่อการที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน มีค่าใช้จ่ายคงที่หรือลดลง ลงทุนได้ผลตอบแทนต่ำ กู้เงินเสียดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ เรียกได้ว่า ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่

ผู้ผลิตและผู้ให้บริการก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย ตอนนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกไปได้ดี เพราะผลกำไรของบริษัทต่างๆที่ปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพ เริ่มส่งผลออกมา ทำให้อัตราการทำกำไรยังดีอยู่ แต่อีกสักพัก หากไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ บริษัทที่ยังไม่ได้ปรับตัวจะลำบาก เมื่อถึงตอนนั้นราคาหุ้นก็จะปรับตัวแตกต่างกันเป็นสองกลุ่ม

ผู้ลงทุนทั่วไป ต้องพึงสังวรว่า สินทรัพย์ต่างๆมีราคาเพิ่มขึ้นมา เพราะอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังลดลง เพราะมีเงินไหลไปไล่ล่าผลตอบแทนทั่วโลก ที่ดิฉันเคยเขียนไปแล้วว่าเมื่ออัตราผลตอบแทนที่คาดหวังลดลง ราคาสินทรัพย์จะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเราอาจจะยอมให้เงินลงทุนมีกำไรส่วนเกินจากเป้าหมายไปบ้าง เพื่อไม่ให้เสียโอกาส แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะออกจากตลาดเมื่อถึงเวลาอันควรด้วยค่ะ  

ขอให้จับตาดูช็อคแรกของตลาดที่ธนาคารกลางต่างๆเลิกเล่นเกมอัดฉีดสภาพคล่องให้ดี