เฟดติดกับดักสภาพคล่องตัวเอง

เฟดติดกับดักสภาพคล่องตัวเอง

รายงานฉบับละเอียดของการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน

ของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งมีการเปิดเผยช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ บ่งชี้ว่าความเห็นของกรรมการยังคงแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายสำหรับการที่จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 0.5% ในปัจจุบันหรือไม่ โดยมีกรรมการ 2 เสียงยืนกรานให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่อีก 2-3 คนกังวลต่อการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานาน อย่างไรก็ตามมิติออกมาให้ชะลอการขึ้น โดยรอความชัดเจนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ต่อท่าทีของ FOMC ส่งผลให้มีการตีความว่า FOMC เองกำลังติด “กับดักสภาพคล่อง” ที่เกิดขึ้น จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอัดฉีดเม็ดเงิน QE เข้ามาในตลาดการเงินถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับเม็ดเงิน QE จากธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นเม็ดเงินสูงถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงแม้ว่าเฟดจะหยุดปั๊มเงินใหม่ไปเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก็ยังไม่สามารถจะดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบได้

โดยที่เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งแสวงหาผลตอบแทนการลงทุน และเก็งกำไรทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงมีทิศทางความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เม็ดเงินที่เข้าสู่การลงทุนในเศรษฐกิจที่แท้จริงยังเป็นส่วนน้อย ทำให้นักลงทุนทั่วโลกจับตาไปที่การประชุมประจำปีของเฟดที่ Jackson Hole รัฐไวโอมิง ในช่วงวันที่ 25-27 สิงหาคมนี้ ซึ่งคาดกันว่าจะหยิบยกประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ มาพิจารณาประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา เพราะแม้มีเม็ดเงิน QE ทะลักเข้ามาในระบบจำนวนมากแต่กลับไม่ส่งผลให้เกิดการเงินที่หมุนเวียน ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากเพียงพอ โดยเฉพาะผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม อัตราการจ้างงาน และการบริโภคของประชาชน

นอกจากนี้ การประชุมของเฟดในเดือนกันยายน ก็เป็นที่จับตามองหลังจากที่ประธานสาขาของเฟด หลายคนออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เริ่มจากนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัสกล่าวว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงจากตลาดโลก ที่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีอยู่มาก และยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การที่เฟดตรึงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นเวลานานนั้นอาจทำให้ต้องประสบปัญหาการผลักดันนโยบายการเงินให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ทางด้านนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจได้รับความเสียหายหากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานเกินไป เมื่อพิจารณาในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว ดูมีความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ แต่สำหรับตัวเขาเองก็ยังไม่รีบที่จะขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนายบิล กรอส อดีตซีอีโอของ Pimco ซึ่งเป็นกองทุนลงทุนในบอนด์ใหญ่ที่สุดในโลก และปัจจุบันเป็นประธานของแจเนส ฟันด์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ โดยเตือนว่าการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย 0% และการอัดฉีดเงินมากมายถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนติดลบในตลาดบอนด์อาจกำลังทำลายเครื่องยนต์ ในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงโดยรวมจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเป็นความเห็นในทิศทางเดียวกับ Lord Jacob Rothschild ประธานของ Rothschild Investment Trust ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการตลาดการเงินสหรัฐออกมาเตือนเช่นกันว่าการใช้นโยบาย QE อย่างมหาศาล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ติดลบซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายมากมายถึง 13.4 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังเป็นเครื่องทดสอบธนาคารกลางครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเงินของโลกในขณะนี้