การมีอาชีพที่สองหรือ Second Job กลายเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอยู่ไม่เกิน 35 ปี
เพราะสำหรับคนที่มีดีเอ็นเอทางธุรกิจอยู่ในตัวนั้น การทำงานประจำอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ของการใช้ชีวิตได้ดีพอ
อาจจะมีคนคิดว่าสาเหตุหลักของการมี Second Job คือต้องการรายได้ ความจริงแล้วการสำหรับคนยุคใหม่ เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน การมี Second Job เป็นการตอบโจทย์ความต้องการใช้ชีวิตที่หลากหลาย แม้แต่คนที่รักงานประจำ ไม่คิดจะย้ายไปไหนเลย ก็ยังพยายามหาโน่นหานี่มาทำ เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เพื่อเติมไฟในชีวิตให้ลุกโชนอยู่เสมอ
เพื่อให้เห็นภาพว่า Second Job มีประโยชน์อย่างไร ลองมาดูผลสำรวจของผู้ที่เป็นพนักงานประจำในกรุงเทพมหานคร ที่มีอายุระหว่าง 23 ถึง 35 ปี จำนวน 215 คน ว่าอะไรเป็นประโยชน์สำคัญที่สุดจากการมี Second Job
จากรูปจะเห็นได้ว่าเหตุผลสำคัญที่สุดมีอยู่ 10 ข้อด้วยกัน โดย 3 อันดับแรกมีดังนี้
อันดับ 1 มีมุมมองในการทำงานกว้างขึ้น (26.4%) ทำให้สามารถพัฒนาการทำงานประจำได้ โดยเฉพาะในด้านการแก้ปัญหาที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน
อันดับ 2 ทำให้รู้จักวางแผนและบริหารเวลา (22.4%) การมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นจากการมี Second Job บังคับให้ต้องมีการคิดและวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้กระทบกับงานประจำ
อันดับ 3 มีรายได้เสริม (15.4%) ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น และรายได้เสริมนี้ยังช่วยให้สามารถเลือกใช้ชีวิตได้ตามที่ตนเองต้องการได้ด้วย
ถ้ามาดูทั้ง 10 เหตุผลรวมกันจะเห็นว่า มีแค่ 15.4% ที่บอกว่ามี Second Job เพราะเงิน ส่วนที่เหลืออีก 84.6% หรือประมาณ 6 ใน 7 คนเห็นว่า Second Job มีประโยชน์ต่องานในปัจจุบัน งานในอนาคต กิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเดินตามความฝัน โดยที่ยังไม่ต้องเสี่ยงออกจากงานประจำ
แม้ว่า Second Job มีประโยชน์หลายอย่าง แต่เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว ที่ต้องเจอแน่ๆ คือ เราต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะมีทั้งงานประจำและงานเสริม จึงต้องคิดให้ตกว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กระทบต่องานประจำ ดังนั้น ความมีวินัยและการรู้จักแยกแยะเวลาให้เหมาะสม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก คนที่ประสบความสำเร็จกับ Second Job แทบทุกคนเป็นคนที่มีวินัย มีทักษะในการบริหารเวลาที่ดี
ก่อนจะเริ่มลงมือ เราควรศึกษาเรื่องที่สนใจให้ลึกซึ้งมากพอ ทั้งจากการอ่าน การออกไปพูดคุย หรืออาจจะไปช่วยงานคนอื่นก่อน เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ แน่นอนว่าเราต้องสละเวลาช่วงเย็นหรือวันหยุดเพื่อไปเรียนรู้ ถ้าเราพร้อมจะลุย แสดงว่าเราชอบมันจริง แต่ถ้าเรายังอิดออดอยู่ ก็แสดงว่าคงเป็นแค่ความอยาก แต่ไม่ได้ชอบมันมากพอจะเสียสละเวลาออกไปลุย
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ เราทำคนเดียวไหวไหม บางครั้งพอธุรกิจโตขึ้นมาระดับหนึ่ง ก็จำเป็นต้องมีตัวช่วย การเตรียมคน เตรียมระบบ เพื่อให้เราสามารถดูแลธุรกิจของเราได้โดยไม่ต้องแอบย่องออกไปจากที่ทำงานประจำเป็นเรื่องสำคัญ ต้องคิดไว้แต่เนิ่นๆ จะได้เป็นหลักประกันว่า ถ้าธุรกิจของเราเติบโตได้ดี ก็จะมีคนมาคอยดูแล้วให้เติบโตได้ต่อไป
เมื่อเรียนรู้และเตรียมตัวจนมั่นใจแล้วว่าพร้อมจะเดินหน้า ก็ควรจะเริ่มจากงานเล็กๆ ก่อน เพื่อให้มีเวลาปรับตัว ไม่ให้กระทบกับงานประจำและวิถีชีวิตของเราจนเกินไป ไม่งั้นแทนที่ Second Job จะคลายเครียด ก็จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้เราหนักกว่างานประจำ จะได้ไม่คุ้มเสียเอา
หากเลือกได้ การเริ่มต้น Second Job ไม่ควรไปยืมเงินมาใช้ลงทุน เพราะจะทำให้เราเกิดความกดดันในการหารายได้จ่ายคืน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ความสามารถในการทำงานประจำ รวมถึงความสามารถในวางแผนระยะยาว
คำถามทิ้งท้ายยอดฮิต คือ ถ้าเกิด Second Job มันปังขึ้นมา จะลาออกจากงานประจำดีไหม? คำตอบคือ ให้ดูทางเลือกอื่นก่อนจะตัดสินใจลาออก เช่น เราจะหาคนมาช่วยดูแลแทนแล้วก็ทำตัวเป็น CEO คอยบริหารได้ไหม ถ้าทำได้ก็ลองทำแบบนี้ไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่า รายได้ที่เข้ามามั่นคงเพียงพอ เป็นธุรกิจที่มีอนาคตจริง แล้วค่อยมาคิดอีกทีก็ยังไม่สาย
อย่าลืมว่าสำหรับบางคน Second Job ไม่ได้เป็นแค่แหล่งรายได้ แต่มันที่โอเอซิสทางจิตใจ เป็นอีกโลกหนึ่งที่ได้เดิมตามความฝันโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชีวิต เราถึงได้เห็นว่าทำไมบาง Second Job เขาไปได้ดี แต่ก็เลือกจะไม่ลาออกจากงานประจำ นั่นเป็นเพราะเขากลัวว่าถ้าทำให้ Second Job กลายเป็นงานประจำจะไม่รู้สึกสนุกเหมือนเดิมอีกต่อไป
ขอให้สนุกกับ Second Job นะครับ






