ระวังตกขบวน กระแสการเปลี่ยนแปลง

ระวังตกขบวน กระแสการเปลี่ยนแปลง

สังคมการเมืองไทย ได้เข้าสู่บรรยากาศของ “วัฒนธรรมการวิจารณ์”

อีกครั้งหลังจากร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการประชามติจากประชาชนทั่วประเทศ เพราะจากนี้ไปจะอยู่ในช่วงของจัดทำกฎหมายลูกตามร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวกับการเข้ามามีอำนาจทางการเมือง และการตรวจสอบนักการเมืองหลายฉบับ โดยร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเมือง รวมทั้งการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและสังคมด้านอื่นๆอีกมากที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

หากติดตามการโต้แย้งในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจแบ่งเป็นสองฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายแรกที่ต้องการปฏิรูปในทุกด้าน และไม่ต้องการให้สังคมไทยกลับไปสู่ความขัดแย้งและกติกาการเมืองแบบเดิมๆ แม้ขณะนี้พยายามชี้แจงและอธิบายกันแทบจะรายวัน แต่เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นชัดเจนนัก จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ อีกทั้งเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน แต่ก็ยังประกาศเดินหน้าปฏิรูปในทุกด้านให้ได้หลังจากการรัฐประหารครั้งนี้และกังวลว่าหากทำไม่สำเร็จจะกลับสู่จุดเดิมและ“เสียของ”

อีกฝ่าย คือ ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลทหารและคสช. ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ต่อต้านมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และบางกลุ่มก็ต่อต้านภายหลัง เมื่อมีแนวโน้มว่าการปฏิรูปการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นอาจจะกระทบตนเอง หากได้มีโอกาสเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง ดังนั้น จุดยืนของคนกลุ่มนี้ คือต้องการกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่จากการติดตามข้อโต้แย้งต่างๆก็จะเห็นว่าประชาธิปไตยของกลุ่มที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือ กฎกติกาการเมืองที่เหมือนก่อนหน้านั้น หรืออย่างน้อยก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากฎกติกาต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จะเห็นได้ว่าจากนี้ไปกฎกติกาการเมืองจะต่างไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการเข้ามามีอำนาจของนักการเมืองและกระบวนการตรวจสอบ หรือการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะขั้นตอนต่างๆเหล่านี้กำลังเดินหน้าไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้หรือที่เรียกว่า“โรดแมพ” นั่นหมายว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้าซึ่งคสช.กำหนดกรอบไว้ในปี 2560

ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ด้วยการปฏิรูปการเมืองใหม่ตามแนวทางของคสช. กับกลุ่มที่ต้องการประชาธิปไตยแบบเดิมๆ เป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่าถึงที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากเราใช้คำว่า“อนุรักษนิยม” ไปอธิบายการเมืองในช่วงเวลานี้เหมือนดังที่นักวิชาการบางคนนำมาใช้วิจารณ์สถานการณ์การเมืองไทย เราก็อาจต้องประหลาดใจอยู่มาก เพราะหากคำว่าอนุรักษนิยมหมายถึงคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และพึงพอใจกับการรักษาสถานะเดิม กลับกลายเป็นคนอีกกลุ่มหลังที่ต้องการประชาธิปไตยแบบเดิม

เราเห็นว่าจากนี้ไปทุกอย่างคงไม่กลับไปสู่จัดเดิมได้ เพราะการเมืองแบบเดิมๆที่นักการเมืองคุ้นเคยเหมือนในอดีตคงเป็นไปได้ยาก แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญจากนี้ไปคือเราจะอยู่กับกฎกติกาใหม่อย่างไร และทำอย่างไรจะทำให้เกิดกฎกติกาที่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเราเชื่อว่าหากยังคงถกเถียงจากจุดยืนที่เป็นนามธรรม และจากมุมมองของตัวเองมากเกินไปก็เป็นเรื่องยากที่จะเห็นตรงกันได้ เราต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงทุกวันและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากใครที่คิดอยากเป็นผู้นำทางการเมือง จำเป็นอย่างยิ่งต้องมองให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น