สำหรับผู้เกาะติดกระแสการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างใกล้ชิด คงได้ยินข่าวที่ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรครีพับลิกันที่กำลังพลาดพลั้งเสียคะแนนนิยมให้กับนางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต เนื่องจากวาทะที่ร้อนแรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทหารผ่านศึกสหรัฐ (และภรรยา) ที่เป็นมุสลิม หรือกล่าวหาว่าประธานาธิบดีโอบามาเป็นผู้เริ่มกระบวนการรัฐอิสลาม (ISIS) ทำให้หลายคนมองว่าไม่เหมาะสมที่ว่าที่ผู้นำสหรัฐจะกล่าวเช่นนี้
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประมาทไม่ได้ เนื่องจาก (1) กระแสการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ทั่วโลกที่รุนแรงขึ้นอาจสนับสนุนให้แนวคิดสุดโต่งเป็นที่นิยมในช่วงโค้งสุดท้ายได้ และ (2) ทรัมป์มีความสามารถพิเศษที่ดึงให้คะแนนเสียงกลับมาได้ในช่วงสำคัญๆ เห็นได้จากการได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ผิดจากที่นักวิเคราะห์ทุกฝ่ายคาดไว้
เมื่อเป็นเช่นนั้น ประเด็นหนึ่งที่จะตัดสินการเลือกตั้ง คือประเด็นด้านเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของแนวนโยบายของผู้สมัคร ทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงจากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยผู้เขียนขอลงรายละเอียด ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง แนวนโยบายของผู้สมัคร อาจกล่าวได้ว่าแนวนโยบายของทั้งทรัมป์และคลินตันผิดไปจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งอื่นๆ กล่าวคือโดยปกติในช่วงหาเสียงเพื่อเข้าชิงการเป็นตัวแทนของพรรค ผู้สมัครมักจะผลักดันแนวนโยบายที่ค่อนข้างสุดโต่ง ไม่ว่าจะซ้ายจัดหรือขวาจัดก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้สมัครของพรรคแล้ว นโยบายจะกลับมาเป็นกลางขึ้น เพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด
แต่ในครั้งนี้ แนวนโยบายเศรษฐกิจของทั้งทรัมป์และคลินตันยังคงขวาจัดและซ้ายจัด โดยในส่วนทรัมป์ จะเน้นลดภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราสูงสุดจาก 39.6% เป็น 33%) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (จาก 39% เหลือ 15%) และยกเลิกภาษีอสังหาริมทรัพย์ แต่แม้ว่าทรัมป์จะลดภาษีลงจนกระทบรายได้รัฐ แต่ก็ไม่มีแนวคิดหารายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายด้านอื่น ทำให้มีการคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐอาจเพิ่มขึ้น 11-16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 10 ปี
ในทางกลับกันคลินตันสนับสนุนการขึ้นภาษี โดยจะปรับลดสิทธิพิเศษและค่าลดหย่อนทางภาษีรายการต่างๆ พร้อมกับปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นอีก 4% สำหรับผู้มีรายได้ 5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป รวมถึงมีแผนจะปฏิรูปภาษีธุรกิจ (แปลว่าอาจเก็บเพิ่ม) เพื่อจ่ายสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2.75 แสนล้านดอลลาร์ และจะหันไปคุมเข้มเหล่าสถาบันการเงินให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
แต่นโยบายที่ผู้สมัครทั้งคู่เห็นเหมือนกันคือด้านการค้า โดยทรัมป์จะยกเลิกข้อตกลงการค้า TPP และพร้อมจะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในทวีปอเมริกาเหนือ (NAFTA) ใหม่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ ขณะที่คลินตันก็ประกาศไม่สนับสนุน TPP แม้ว่าเธอเองจะเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้การเจรจาเริ่มต้นก็ตาม
สาเหตุที่ทั้งคู่ผลักดันนโยบายที่ค่อนข้างสุดโต่ง ไม่เน้นนโยบายที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนดังเช่นที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน ๆ นั้น เป็นเพราะกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่รุนแรง โดยคะแนนเสียงฝั่งทรัมป์มีแนวคิดว่าการเปิดเสรีทางการค้าทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต อันส่งผลให้อเมริกันชนต้องตกงาน เพราะนายจ้างจะหันไปจ้างแรงงานในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ค่าจ้างน้อยกว่า
ขณะที่คะแนนเสียงฝั่งคลินตัน (ซึ่งส่วนหนึ่งเคยสนับสนุน เบอร์นี่ แซนเดอร์ อดีตผู้สมัครที่มีแนวคิดซ้ายจัด เข้าเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต) มีแนวคิดว่ากระแสโลกาภิวัตน์ทำให้บริษัทขนาดใหญ่และเหล่าคนรวยได้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤตการณ์เงินโลกปี 2551 ที่ทางการทั่วโลกอัดฉีดเงินเข้าช่วยเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ได้ช่วยคนรากหญ้า (หรือ Main Street) โดยเป็นการสนับสนุนฝั่งตลาดทุน (Wall Street) มากกว่า ดังนั้น คลินตันจึงสนับสนุนนโยบายเก็บภาษีคนรวยเพื่อช่วยคนจน และต่อต้านนโยบายเปิดเสรีการค้าต่างๆ
ประเด็นที่สอง ทิศทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ในประเด็นนี้ ต้องใช้การคาดการณ์สูงว่าผู้สมัครพรรคใดจะได้เป็นประธานาธิบดี ได้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะคาดการณ์ว่านโยบายหาเสียงนโยบายใดจะถูกหยิบมาใช้จริง
แม้มีโอกาสพลิกผันสูง แต่ผู้เขียนมองว่าจากแนวโน้มในปัจจุบัน จากผลโพลต่างๆ นั้น เป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะได้ครองทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและวุฒิสภา (นั่นแปลว่านางคลินตันจะได้เป็นประธานาธิบดี) ขณะที่พรรครีพับลิกันจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเรียกว่า Split Government หรือรัฐบาลเสียงแตก นั่นแปลว่าประธานาธิบดีไม่สามารถที่จะผลักนโยบายของตนได้เต็มที่ เพราะอาจไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น นโยบายภาษีของผู้สมัครทั้งสองที่ประกาศออกมา ก็อาจไม่สามารถผลักดันได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ (1) การต่อต้านการเปิดเสรีต่างๆ โดยเฉพาะ TPP ที่ผู้สมัครทั้งสองไม่สนับสนุน จึงอาจทำให้การค้าโลกในระยะต่อไปจะยังคงซึมเซาต่อเนื่อง (2) แนวนโยบายด้านการเงิน ที่อาจจะเห็นการที่กระทรวงการคลังสหรัฐจับตาเรื่องค่าเงินมากขึ้น โดยหากประเทศใดเกินดุลการค้ากับสหรัฐมาก อาจถูกตีตราว่าเป็น Currency Manipulator และอาจมีโอกาสที่สหรัฐจะทำการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศเหล่านั้น
นอกจากนั้น อาจเห็นสหรัฐบังคับใช้กฎหมาย FATCA หรือกฎหมายที่จะเก็บภาษีของประชาชนและธุรกิจสัญชาติอเมริกันในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติคือการเพิ่มกฎระเบียบและสร้างอุปสรรคให้ธุรกิจที่ทำธุรกรรมกับสหรัฐ
ประเด็นสุดท้าย คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการเลือกตั้งสหรัฐในครั้งนี้ โดยผู้เขียนมองว่า ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใด (ที่ผู้เขียนติดตามใกล้ชิด) ที่แนวนโยบายผู้สมัครจะเป็นเชิงลบรุนแรงเช่นครั้งนี้ โดยแม้นโยบายที่หาเสียงส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจะมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การลงทุนภาคธุรกิจ (ทั้งในและนอกสหรัฐ) ลดลง ขณะที่ความขัดแย้งเชิงนโยบาย (Partisanship) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐใหม่กับสภาคองเกรสจะมีมากขึ้น จนรัฐบาลสหรัฐไม่อาจผลักดันนโยบายได้มากนัก โดยเฉพาะหากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
“นโยบายสุดโต่ง รัฐบาลเสียงแตก ไม่เอื้อธุรกิจ และความขัดแย้งสูง” เป็น 4 คำจำกัดความสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้






