เหตุการณ์วางระเบิด และลอบเผาอาคารหลายแห่ง
ในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ในช่วงวันหยุด ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งคลี่คลายคดีเพื่อสร้างความชัดเจนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการตีความถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ รวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็เป็นการตีความถึงความน่าจะเป็นของการก่อเหตุครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่ทุกอย่างก็ขึ้นกับพยานหลักฐานและการหาผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม หากติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งพยามคลี่คลายคดี ดูเหมือนว่าจะมุ่งไปที่ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ มากกว่าการก่อเหตุจากกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมีการออกติดตามและควบคุมตัว เพื่อสอบสวนจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มทางการเมืองหรืออย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์กับกลุ่มทางการเมืองในประเทศ ซึ่งดูเหมือนเป็นประเด็นที่ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐให้น้ำหนักมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องรอการสอบสวนและหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกันจริง
อันที่จริง ความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมาย เพราะก่อนหน้านั้นในช่วงก่อนวันลงประชามติก็มีการเฝ้าระวังการก่อเหตุอยู่แล้ว อีกทั้งหากติดตามท่าทีของหลายประเทศ ที่ออกมาเตือนพลเมืองของตนเอง ที่เดินทางมาในประเทศไทยให้ระมัดระวังเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไรและจังหวะเวลาไหน ก็ย่อมเป็นอยู่ในการคาดหมาย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงในสังคมไทยพร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ
การใช้ความรุนแรงในทุกสังคมมีลักษณะคล้ายกันประการหนึ่ง คือไม่สามารถพูดคุยหรือทางหาทางความขัดแย้งร่วมกันได้ จึงทำให้ฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายหนึ่งเพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหา แต่จากบทเรียนในอดีตมากมายจะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงเข้าหากันนั้นก็ยิ่งทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นและเป็นวิธีการที่เห็นว่าเป็นทางออกทางเดียวเท่านั้นในการแก้ปัญหา ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งยุ่งยากมากขึ้นและกินระยะเวลายาวนานออกไป แต่ก็มักจะมีคำถามตามมาอีกว่าแล้วมีทางออกอื่นหรือไม่
คำตอบง่ายๆและมักเป็นสูตรสำเร็จเสมอเมื่อพูดถึงความขัดแย้ง สำหรับสังคมไทยคือทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากันและพูดคุยกัน ทุกฝ่ายต้องลดอคติหรือยอมเสียสละ แต่นั่นเป็นคำพูดที่มักยึดถือกันทั่วไป ในขณะที่การปฏิบัติจริงมักจะมีปัญหาทุกครั้ง จนในที่สุดก็ไม่สามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทยเสมอเพราะเรายังไม่มีกลไกการเจรจาหรือยุติข้อขัดแย้งที่ดีพอ ดังจะเห็นว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือรัฐบาลทหารก็มักจะมีปัญหาการแก้ไขความขัดแย้งไม่ต่างกันนัก
ดังนั้น หากเรายังเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด และมีกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง เราก็จำเป็นต้องตั้งหลักให้แน่วแน่ว่าเราจะยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง หาใช่ปากว่ารักประชาธิปไตย แต่จิตใจหรือการปฏิบัติไม่ต่างกับการใช้อำนาจนิยมอย่างไม่มีลืมหูลืมตาเมื่อมีอำนาจการเมือง ซึ่งการยึดมั่นกับระบอบประชาธิปไตยก็คือการปฏิเสธความรุนแรงและความอยุติธรรมใด จากนั้นก็พยายามเดินหน้าแก้ปัญหาตามกรอบเหล่านี้ หากเรายังเชื่อว่าระบอบการปกครองแบบนี้ดีที่สุด
เราเห็นว่าหากเรายังต้องการระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว เราจำเป็นต้องขจัดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรง แต่หากเรายังมุ่งไปที่การรักษาหรือช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเป็นหลัก นั่นย่อมเป็นเชื้อไฟที่ดีที่สุดของความรุนแรงทั้งหมด ซึ่งในที่สุดแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่อาจพัฒนาต่อไปได้ตราบใดที่คนในสังคมมีท่าทีใช้ความรุนแรงต่อกันในการแก้ปัญหา









