ทำไมใครต่อใครจึงพูดถึง Blockchain?

ทำไมใครต่อใครจึงพูดถึง Blockchain?

ผู้เขียนหนังสือ Blockchain Revolution

 เล่มนี้คือคุณ Don Tapscott และลูกชาย Alex Tapscott กำลังจะมานำเสนอความคิดเรื่อง “บล็อกเชน” จะมาเปลี่ยนโลกอย่างไร... และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะแนะนำคนไทยให้ปรับตัวตั้งรับ พายุเทคโนโลยี ใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างไร

ใครที่ติดตามข่าวคราวด้านนี้จะเห็นว่าแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธนาคารและสถาบันการเงิน และองค์กรที่เกี่ยวข้องเริ่มจะตื่นตัวเรื่องนี้เช่นกัน

แม้เทคโนโลยี Blockchain เพิ่งจะเริ่มต้น ธุรกิจในอุตสาหกรรมการเงินและที่อยู่ข้างนอกแวดวงนี้ ก็เริ่มรู้ว่าคลื่นลูกใหม่ด้านนี้หนักหน่วงและรุนแรง

เราจึงเห็นหลายสถาบันเริ่มประกาศสนับสนุนทางการเงิน หวังจะร่วม Start-up ด้านนี้เพื่อ ไม่ตกรถไฟขบวนใหญ่ล่าสุด

ข่าวบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็อยู่เฉยไม่ได้ เริ่มพูดถึงการออกกฎระเบียบ กฎเกณฑ์การควบคุม คุ้มครองผู้บริโภคและผู้ลงทุนเช่นกัน

เมื่อบล็อกเชนกำลังจะตัด ระบบคนกลาง ออกไป ให้ประชาชนสามารถสร้างระบบ ความไว้เนื้อเชื่อใจ” (the trust protocol) ขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันในหลาย ๆ ด้านของชีวิตประจำวัน, รัฐบาลหรือหน่วยราชการหรือ “ผู้ควบคุมและกำกับ” ที่เคยมีอำนาจมหาศาลเดิมก็ต้องเริ่มหนาว

เพราะหลาย ๆ อย่างกำลังจะ อยู่เหนือการควบคุม ของกลไกรัฐเก่า ๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

หนังสือเล่มนี้บอกชัดเจนว่า “บล็อกเชน” กำลังจะ “ปฏิวัติ” วิถีชีวิตของคนทั้งโลก

ผู้คนในวงการธุรกิจตื่นตัวเรื่อง Blockchain เพราะข้อดีที่เห็นชัด ๆ หลายประการเช่น

หน้าประวัติศาสตร์วงการการเงินจะถูกเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ธนาคารและสถาบันการเงินทั้งหลาย อาจหมดสิทธิ์ทำหน้าที่เป็น ตัวกลาง ของการทำกิจกรรมทางด้านการเงินของชาวบ้านอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน, ถอนเงิน, ฝากเงิน

คุณดอน แท็ปสก๊อตเขียนในหนังสือว่าคนที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto เป็นคนจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงครั้งนี้

เขาเห็นปัญหาเดิมของระบบธนาคารที่อาจล้มหรือปิดตัวลง อีกทั้งระบบธนาคารโดนเจาะข้อมูลและเปลี่ยนแปลงตัวเลขบัญชี

 Blockchain ถูกสร้างเป็นเทคโนโลยีที่สร้างเครือข่ายข้อมูล เก็บฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ทุกคนสามารถอัพเดทข้อมูลผ่านระบบ เมื่อใครอัพเดทข้อมูลใหม่ ระบบก็จะส่งข้อมูลต่อๆกัน ดังนั้นผู้คนก็สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้เองโดยไม่ต้องมีตัวกลางอย่างธนาคารอีกต่อไป

บล็อกเชนมีความโปร่งใสตรวจสอบได้

Blockcahin ทำให้ทุกคนรู้ว่ามีเงินอยู่ในระบบเท่าไหร่ สามารถแชร์ข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส ว่าใครโอนหากันอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมเอาไว้ในกระดานกลาง (Cloud Board) เรียกระบบการกระจายข้อมูลว่า Decentralized Network

อย่างนี้จะถูกล้วงความลับได้ไหม?

เขายืนยันว่าไม่ต้องห่วง เพราะระบบไม่ได้ระบุชื่อผู้ทำธุรกรรมแบบเจาะจง ในกระดานกลางบอกเพียงรหัสและจำนวนเงิน โดยคนที่มีกุญแจเท่านั้นถึงจะเข้าไปอ่านรหัสได้

เขาจึงยืนยันว่าระบบนี้ปลอดภัย ยากแก่การโจรกรรมข้อมูล

ที่สำคัญคือธุรกรรมทางการเงินผ่านบล็อกเชน จะถูกลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

เพราะเมื่อเราเอาเงินขึ้นระบบออนไลน์ ก็ทำธุรกรรมการเงินได้แบบ Peer to Peer (บุคคลต่อบุคคล) การโอนเงินก็ย่อมถูกกว่าเดิมหรือไม่เสียค่าบริการใด ๆ เลยเพราะไม่ได้ผ่านคนกลางที่อ้างว่าต้องมีค่าใช้จ่ายของเขา

ของเขาดีจริงหรือไม่อย่างไร หลายองค์กรและบริษัทและแม้สถาบันการเงินเอง ก็เริ่มลงไปใช้อย่างจริงจังแล้ว

ใครตามไม่ทัน ก็เตรียมตกรถขบวนใหญ่นี้... เจอกันอีกทีก็บนยานอวกาศมุ่งสู่ดาวอังคาร!