วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวให้พ้นภาพอดีต

อีกหนึ่งสัปดาห์จะถึงวันลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ

 ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินสายชี้แจง เกี่ยวกับการลงประชามติให้ประชาชนเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มการเมืองต่างๆก็เริ่มเคลื่อนไหวในการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และดูเหมือนว่าบรรยากาศการโต้แย้งในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้ง หากฟังจากทีท่าของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และแกนนำรัฐบาลเองที่ออกมากล่าวถึงในประเด็นโต้แย้งค่อนข้างมีอารมณ์ จนทำให้บรรยากาศความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

การประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญของการเมืองนับจากนี้ไป แม้ว่าจะประเมินกันว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการลงประชามติ แต่แทบไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้กำหนดกลไกไว้รองรับแล้ว ดังนั้นหากประเมินผลที่เกิดขึ้นจากประชามติแล้ว ก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากโรดแมพเดิมของคสช. เพียงแต่กรอบเวลาการเลือกตั้งอาจจะขยับไปบ้างจากที่กำหนดไว้ แต่ถึงอย่างไรก็จะมีการเลือกตั้งในอีกไม่นาน

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับบรรยากาศประชามติในครั้งนี้ คือ กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองครั้งใหม่ ระหว่างฝ่ายคัดค้านรัฐบาลและคสช.กับฝ่ายที่สนับสนุน ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นอย่างยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้โดยง่าย และหากเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอาจนำไปสู่ความสูญเสียได้อีกครั้ง และในที่สุดแล้วความขัดแย้งความคิดเห็นแบบไร้สติ ในที่สุดแล้วก็ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ และอาจทำให้ทุกอย่างสะดุดลงอีกครั้ง

การประชามติในครั้งนี้ เราเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกติกา กล่าวคือจะต้องไม่มีการปลุกระดมในรูปแบบของมวลชน หรือ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม เพื่อที่ว่าประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณในการลงมติได้อย่างตรงไปตรงมา และนั่นจะทำให้เรารู้ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ว่าฝ่ายใดจะอ้างความชอบธรรมอย่างไร แต่เสียงของประชาชนที่ลงมติอย่างปราศจากอิทธิพลใดๆย่อมถือเป็นเสียงที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง

การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลงมติโดยปราศจากการชักจูงทางการเมืองใดๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ เพราะเราจะได้รับรู้ความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง ว่าต้องการเห็นประเทศมีการปกครองอย่างไรในขณะนี้ แต่หากมีการรณรงค์ด้วยอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้โดยง่าย แม้ว่าจะผ่านพ้นการทำประชามติไปแล้ว และนั่นอาจไม่เป็นผลดีต่อการเมืองของประเทศในระยะต่อไป ทั้งๆที่ทุกฝ่ายเรียกร้องหาระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย

เราเห็นว่าขณะนี้เราได้ผ่านสถานการณ์การเมืองต่างๆ มามากมาย และในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นไม่มีใครต้องการ เพราะได้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจนยากประเมินได้ ดังนั้นเราควรหาทางออกให้กับสถานการณ์การเมืองในอดีต และต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป ทุกฝ่ายต้องตระหนักเสมอว่าความขัดแย้งรุนแรงนั้นไม่เคยเป็นมิตรที่ดีกับประชาธิปไตย โดยเฉพาะในสังคมไทย แต่กลับเป็นตัวฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยพัฒนาล่าช้าออกไปกว่าที่ควรจะเป็น