สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก
ไม่มีท่าทีจะสดใสขึ้น หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ทบทวนตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในโลกเสียใหม่ และได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจลงทั้งในปีนี้และปีหน้าลง 0.1% จากคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อเดือนเม.ย. ด้วยเหตุผลจากความไม่แน่นอนเกี่ยวเนื่องกับกรณี“เบร็กซิท” การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดคาดการณ์ครั้งที่ 5 ในรอบ 15 เดือน เพราะแม้สถานการณ์ในญี่ปุ่นกับยุโรปดีขึ้นแล้ว ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ฟื้นตัวขึ้นระดับหนึ่ง แต่“เบร็กซิท”เป็นปัจจัยใหม่ที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก อันจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน ตลาดเงิน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ก่อนหน้าที่อังกฤษจะจัดการลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนั้น ไอเอ็มเอฟได้ตระเตรียมที่จะปรับเพิ่ม ประมาณการเศรษฐกิจโลกทั้งของปีนี้และปีหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อผลการลงประชามติของอังกฤษออกมา ว่าคนสนับสนุนให้ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ทำให้ทุกอย่างพลิกผัน เพราะอังกฤษเองจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดว่าการเติบโตจะลดลงไป 0.2% ปีนี้ และ 0.9% ปีหน้า ส่วนยูโรโซนจะขยายตัวดีขึ้นปีนี้ แต่ปีหน้าถูกปรับลดแนวโน้มการเติบโตลง 0.2% สำหรับผลกระทบของ “เบร็กซิท”ต่อสหรัฐนั้น อาจมีไม่มากนักในทางตรง
การปรับการคาดหมายของไอเอ็มเอฟ พิจารณาจากปฏิกิริยาในตลาดเงิน ที่ฟื้นตัวขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็วหลังจากช็อกและดำดิ่งไปในทันทีที่ทราบผลประชามติ อันทำให้มีการจัดวางรูปแบบการคาดหมาย ในลักษณะที่คาดว่าผลกระทบจะมีอย่างเบาบางที่สุด สำหรับกรณีของประเทศอื่นอย่างจีนนั้น ไอเอ็มเอฟคาดว่าปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนชะลอตัวลงนิดหน่อยในปีหน้า ด้านภาวะถดถอยในบราซิลกับรัสเซียก็คาดว่าจะไม่รุนแรงเหมือนที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้น และคาดว่าทั้งบราซิลกับรัสเซียจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในปีหน้า
ไอเอ็มเอฟขอให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ อย่ามองว่าอัตราการเติบโตในระดับต่ำ กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันภายใต้นิยามที่เรียกว่า“นิวนอร์มอล” แต่ควรส่งเสริมอุปสงค์ในระยะสั้น รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพื่อผลักดันการเติบโตในระยะกลาง ในกรณีของญี่ปุ่นนั้น ไอเอ็มเอฟเตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์ปีหน้าขึ้น 0.4% หลังจากชะลอการขึ้นภาษีอุปโภคบริโภคออกไป แต่ก็ต้องเผชิญอุปสรรคในรูปของเงินเยนที่แข็งค่า ขณะที่ในซีกของญี่ปุ่นเองนั้น ก็กำลังจัดทำแผนการใช้จ่ายครั้งใหญ่ ซึ่งรายงานข่าวระบุว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 190,000 ล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากพรรครัฐบาลเพิ่งชนะการเลือกตั้งวุฒิสภา
จะเห็นได้ว่านอกเหนือปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างกรณี “เบร็กซิท” ที่จะถ่วงรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไปจนถึงปีหน้าแล้ว ยังมีปัจจัยเสริมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอันจะส่งผลกระทบไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุร้ายในที่ต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือเกี่ยวข้องกับการเดินทางของผู้คน อันจะมีผลพวงต่อเนื่องด้านการเดินทาง ซึ่งถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างรายได้ให้หลายประเทศ สภาพการณ์เหล่านี้ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทย ยังต้องเจองานหนักในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง






