กระทรวงการคลังเตรียมปรับปรุง อัตราการจ่ายเงินค่ายังชีพผู้สูงอายุ
หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 59 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เนื่องจากเห็นว่าในแต่ละปี ต้องจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุโดยใช้เกณฑ์จากอายุเป็นตัวกำหนดสิทธิ์ นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่มีอายุตามเกณฑ์ที่กำหนดก็มีสิทธิ์ได้รับเงินค่ายังชีพ และในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณ หลายหมื่นล้านบาทเพื่อจ่ายค่ายังชีพ ซึ่งหากในอนาคตอันใกล้นี้ จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องมีภาระด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ตามเกณฑ์ใหม่ที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้รัฐบาลทบทวนใหม่ จะใช้เกณฑ์รายได้ของผู้สูงอายุเป็นหลักในการพิจารณา โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ที่รายได้ปีละ 100,000 บาทเป็นเกณฑ์ นั่นหมายความว่าหากใครมีรายได้สูงกว่านี้จะไม่ได้รับสิทธิ์เงินค่ายังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุว่าขณะนี้มีผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิ์ราว 8 ล้านคน และมีผู้รายได้น้อยจริงๆเพียง 20% ซึ่งหากเป็นไปตามข้อมูลนี้ก็จะทำให้รัฐบาลลดภาระงบประมาณและสามารถเพิ่มเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ขั้นตอนการดำเนินงานนั้น ทางกระทรวงการคลังจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาบริหารจัดการผ่านระบบอีเพล์เมนท์ ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบนี้ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าขณะนี้มีความกังวลอย่างมากว่าระบบดังกล่าวจะสร้างปัญหาตามมามากมายจากความไม่รู้และไม่เข้าใจของประชาชน เนื่องจากเป็นระบบที่ใช้ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ แต่นั่นเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ต้องแก้ไขกันต่อไป ขณะที่ในหลักการแล้วถือว่าเป็นหลักการที่ดีอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาสในสังคม
หลักการในการปรับปรุงการจ่ายเงินผู้สูงอายุครั้งนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นหลักการพื้นฐานในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างหนึ่ง แม้เรื่องนี้จะเป็นประเด็นเล็กๆท่ามกลางอีกหลายเรื่องที่ยังต้องแก้ไขกันไป กล่าวคือ การแก้ปัญหาความเป็นธรรมต้องมุ่งไปที่ผู้ด้วยโอกาสหรือผู้เสียเปรียบในสังคมเป็นอันดับแรก ไม่ควรใช้หลักเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมของคนในสังคมเป็นตัวกำหนด และเราหวังว่ารัฐบาลจะใช้หลักการนี้ในการพิจารณาในประเด็นอื่นๆเพื่อแก้ปัญหาความเป็นธรรมทางสังคมที่เกิดขึ้น
หากย้อนกลับไปพิจารณานโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน ซึ่งในช่วงเวลานั้นประเด็นเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันในทางสังคมเป็นประเด็นที่ถูกให้น้ำหนักมากที่สุด โดยยึดหลักมาจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง“หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง”เท่าเทียมกัน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่านโยบายในลักษณะเดียวกันออกมาจำนวนมาก ทั้งเรื่องนโยบาย30 รักษาทุกโรค รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ซึ่งแน่นอนว่านโยบายที่ออกมานั้นผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ แต่ก็มีผู้ที่มีรายได้สูงก็ใช้ประโยชน์กับนโยบายนี้เช่นกัน
การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณหรือทรัพยากรทางสังคมมีจำกัด ซึ่งการจัดสรรให้ตรงเป้าหมายที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่อีกด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นการปรับเปลี่ยนการมองปัญหาที่เกิดขึ้นของภาครัฐ กล่าวคือ มีการใช้ข้อมูลที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบายและคำนึงถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากนโยบายความช่วยเหลือของภาครัฐ โดยไม่ตีกรอบเฉพาะผู้ลงคะแนนเสียงตามฐานทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรได้รับตามหลักความเป็นธรรมทางสังคม
เราเห็นด้วยอย่างยิ่งในการใช้หลักความเป็นธรรม ในการกำหนดนโยบายสาธารณะของภาครัฐ และเราก็หวังว่ารัฐบาลจะใช้หลักเดียวกันในการพิจารณาออกนโยบายในลักษณะนี้ต่อไป ที่สำคัญก็คือนโยบายที่ออกมาก่อนหน้านี้ แบบเหวี่ยงแหก็ควรจะมีการแก้ไขในหลักการเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่ก้าวพ้นข้อถกเถียงแบบเดิมๆในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ แต่ควรพ่วงปัญหาความเป็นธรรมเอาไว้ด้วย









