วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุค‘แม่มด’ครองโลก

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม นาง Theresa May รัฐมนตรีมหาดไทยของอังกฤษ (Home Secretary) จะได้เข้าทำงานที่

No 10 Downing Street หรือที่ทำงานของนายกรัฐมนตรีของอังกฤษเป็นวันแรก แทนนายเดวิด คาเมรอน ที่ต้องไขก๊อกออกไป หลังจากแพ้โหวตประชามติ Brexit หนังสือพิมพ์ The New York Timesรายงานว่า มีอยู่ 5 อย่างไรที่เราควรที่จะรู้เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองรายนี้

1) เธออายุ 59 ปีแล้ว และได้ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.มาตุภูมิ หรือมหาดไทยของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2010 หรือเมื่อ 13 ปีก่อน หลังจากได้รับเลือกเป็น ส.ส. จากพรรคอนุรักษ์นิยม เธอมีปรัชญาการเมืองสายกลาง มีหลายคนเปรียบเทียบเธอเหมือนกับ Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ว่ามีความคล่องตัว ชอบอะไรที่ปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตาม เธอถูกวิจารณ์ว่า นโยบายการแพยพ (อิมมีเกรชั่น) ผู้ลี้ภัยของเธอไม่สามารถลดจำนวนคนอพยพเข้าอยู่อังกฤษได้

2) Theresa May สัญญาว่าจะเดินหน้าเจรจาให้อังกฤษออกจากอียู โดยบอกว่า Brexit ก็คือ Brexit ถึงแม้ว่าเธอมีความเห็นส่วนตัวว่าอังกฤษควรอยู่ในอียูต่อไป แต่ต้องทำตามผลของประชามติ แต่เธอจะไม่เร่งร้อนในเรื่องนี้ โดยจะค่อยๆ เจรจา และอาจจะขอใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนเพื่อลาออกจากอียูอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

3) Theresa May เป็นเพื่อนนักเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford กับ Benazir Bhutto ในงานเลี้ยงเต้นรำของมหาวิทยาลัย บุตโตแนะนำให้เธอได้รู้จักกับ Philip May และต่อมาทั้งคู่ได้แต่งงานกัน ส่วนบุตโตต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน

4) เธอมีนโยบายปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของแรงงาน เธอมีความเห็นว่าแรงงานควรจะมีตัวแทนไปนั่งอยู่ในบอร์ดบริหารของบริษัท

5) เธอชอบปรุงอาหารกินเอง มีหนังสือปรุงอาหารประเภทต่างๆ ถึง 100 กว่าเล่ม

การมานั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษของ Theresa May เท่ากับกลุ่มประเทศ G-7 ที่ประกอบด้วย สหรัฐ แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น มีผู้นำที่เป็นผู้หญิงแล้ว 2 คน คือ Angela Merkel ของเยอรมนี และ Theresa May ของอังกฤษ ถ้าหากว่าในเดือนพฤศจิกายนนี้ นาง Hillary Clinton ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ เราจะได้ผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นผู้หญิงล้วนๆ เพราะว่าสหรัฐเป็นมหาอำนาจของโลก เยอรมนีเป็นมหาอำนาจของยุโรป และอังกฤษเป็นจักรวรรดินิยมเก่าที่ยังไว้ลายอยู่

ยุคแม่มดครองโลกดีๆ นี้เอง ในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ความตึงเครียดของการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่ม G-7 และมหาอำนาจตะวันออก คือ รัสเซียและจีน

ในทางการเงิน ผู้หญิง 2 คนมีบทบาทสูงสุดในการกำหนดทิศทางของระบบการเงินโลกในขณะนี้คือ Janet Yellen ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ และ Christine Lagardeกรรมการผู้จัดการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) Yellen คุมนโยบายดอลลาร์ที่เป็นเงินสกุลหลักของโลก เธอเตรียมสภาพคล่องดอลลาร์ที่ไม่จำกัดในการรับมือกับผลกระทบของ Brexit หรือความผันผวนของตลาดการเงินที่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนแปลง โดยเปิดสว็อปไลน์ดอลลาร์ให้ธนาคารกลางของกลุ่ม G-7 ไม่อั้น มีการคาดกันว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจะลดดอกเบี้ย พร้อมกับกลับไปทำ QE4

ส่วน Lagarde เตรียมเพิ่มบทบาทของไอเอ็มเอฟในระบบการเงินโลก ในปี 2009 ไอเอ็มเอฟพิมพ์เงิน SDRs เทียบเท่า 250,000 ล้านดอลลาร์เพื่ออุ้มระบบการเงินโลก ถ้าหากว่าเกิดวิกฤติการเงินขึ้นมา และธนาคารกลางต่างๆ ไม่สามารถจะอุ้มแบงก์ หรือเพิ่มหนี้ให้รัฐบาลอีกต่อไป ไอเอ็มเอฟจะพิมพ์เงิน SDRs หรือ Special Drawing Rights เพื่อให้เงิน SDRs เป็นเงินสกุลหลักของโลกต่อไป แทนดอลลาร์ในกรณีที่ดอลลาร์เกิดเฟ้อขึ้นมา เพราะว่าเล่นพิมพ์เงินกันไม่อั้น

ในยุคแม่มดครองโลกมีการเตรียมการทางการเมืองเรียบร้อยแล้วให้ผู้หญิงมีอำนาจในการกำหนดนโยบายของโลกที่เยอรมนี อังกฤษ และคาดว่าจะที่สหรัฐเมื่อฮิลลารีชนะการเลือกตั้ง ส่วนทางการเงิน Janet Yellen และ Christine Lagarde ตั้งแท่นรอที่จะพิมพ์เงินเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลกอยู่แล้ว   ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม บรรดาแม่มดกำลังขี่ไม้กวาดมาอาละวาดแล้ว!!