เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (World Economics Forum) ได้จัดทำรายงาน เน็ตเวิร์ค เรดิเนส อินเด็กซ์ (Network Readiness Index)
ซึ่งเป็นการจัดอันดับความพร้อมของแต่ละประเทศ ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการพัฒนาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ
จากปีก่อน World Economics Forum ใช้ชื่อธีมว่า “ไอซีที”เพื่อการเติบโตที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง (ICTs for Inclusive Growth) แต่ในปีนี้ ใช้ชื่อว่า นวัตกรรมในเศรษฐกิจดิจิทัล (Innovating in the Digital Economy) แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติ ได้มองว่าเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นบริบทที่สำคัญ เพื่อการพัฒนาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งไม่ต่างกับมุมมองและยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้น World Economics Forum ได้ยกระดับความพร้อมของประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับที่ 62 และอยู่หลังประเทศจีนเพียง 2 อันดับ สำหรับปี 2016 ซึ่งเป็นการพัฒนาขึ้นจากปี 2015 และ 2014 ที่ประเทศไทยเคยถูกจัดเป็นอันดับที่ 67 จากทุกประเทศในโลก เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง พัฒนาการของประเทศ ในด้านของดิจิทัลอีโคโนมี ที่สัมผัสได้ในสายตาของต่างชาติ ที่ได้จัดทำการเปรียบเทียบความพร้อมของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ
โดยเฉพาะในมิติที่ประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ได้รวมไปถึง บทบาทของภาครัฐ ในการสนับสนุนดิจิทัลอีโคโนมี ด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ และนโยบายต่างๆ ซึ่งประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาเป็นอันดับที่ 94 สำหรับปี 2016 จากเดิมที่เคยอยู่อันดับที่ 113 สำหรับปี 2015
ในอีกมิติที่ประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นบทบาทของภาครัฐอีกเช่นกัน คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลโดยภาครัฐ ซึ่งประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาเป็นอันดับที่ 90 สำหรับปี 2016 จากเดิมที่เคยอยู่อันดับที่ 113 สำหรับปี 2015
นอกจากนี้การวัดอันดับความสำคัญของเทคโนโลยีไอซีที ต่อวิสัยทัศน์ของภาครัฐ สำหรับประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นมาเป็นอันดับที่ 72 สำหรับปี 2016 จากเดิมอยู่อันดับที่ 96 ในปี 2015
การที่ขึ้นมาราว 20 อันดับ ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว มิติที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของภาครัฐ เป็นการชี้วัดว่าต่างชาติสามารถสัมผัสได้ ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล
อย่างไรก็ดียังมีสิ่งหนึ่ง ที่มิอาจมองข้ามคือในปี 2016 เพื่อนบ้านของไทย สิงคโปร์ และมาเลเซียถูกจัดอันดับความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไว้อยู่อันดับที่ 1 และ 31 ตามลำดับ ซึ่งสิงคโปร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจาก 2015 แต่มาเลเซีย ถูกยกขึ้นมาจากอันดับที่ 32 ในปี 2015
ความสำเร็จของประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราก็ยังคงตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นอันดับ 3 จาก 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งสองประเทศได้มียุทธศาสตร์ดิจิทัลอีโคโนมี มาก่อนประเทศไทยเป็นเวลานานกว่าทศวรรษแล้ว จนกระทั่งสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของไทย สามารถมีความพร้อมทางดิจิทัลเป็นอันดับ 1 เหนือกว่าประเทศอื่นใดในโลกนี้
ทั้งหมดทั้งปวงจึงแสดงให้เห็นว่าการที่ประเทศไทย คาดหวังจะเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลของอาเซียน ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังต้องก้าวข้ามทั้ง 2 ประเทศนี้ไปก่อน และสิงคโปร์ก็ได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกทางดิจิทัลอีโคโนมีไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ดิจิทัลอีโคโนมี ของประเทศ ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น งาน Startup Thailand และ Digital Thailand ก็เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่เดือนหรือการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็เพิ่งผ่านการเห็นชอบอย่างเป็นทางการและปัจจุบัน กฎหมายดิจิทัล 3 ฉบับ ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
แต่อีกไม่กี่เดือน เมื่อกฎหมายดิจิทัล ทั้ง 3 ฉบับ และที่เหลือที่กำลังตามมา ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ถูกจัดตั้งอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ถูกขับเคลื่อนไประยะหนึ่งแล้ว
เป็นสิ่งที่สมควรติดตามอย่างยิ่ง เมื่อ World Economics Forum ได้กลับมาจัดอันดับความพร้อมของประเทศไทยอีกครั้งในปี 2017 ว่าอันดับของประเทศไทย จะมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่ เมื่อเครื่องยนต์ของดิจิทัลอีโคโนมีของประเทศ ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มสูบ จนอานิสงส์ได้ปรากฏทั่วทุกหย่อมหญ้าแล้ว
ถึงไทยจะเริ่มช้า แต่มาช้าดีย่อมกว่าไม่มา






