มีผู้สื่อข่าวได้สอบถามมาว่าทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ) จะมีการทำอะไรเป็น “พิเศษ” เพื่อการชี้แจงทำความ
เข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมตอบไปในฐานะส่วนหนึ่งของ กรธ แต่เป็นความคิดเห็นเฉพาะตัวไม่ใช่การพูดในฐานะของกรรมการท่านอื่นๆ
ผมมั่นใจว่า การทำงานของพวกเราที่ผ่านมาไม่ได้ย่อหย่อนหรือออมแรงในลักษณะที่ว่า เอาไว้ช่วงก่อนทำประชามติค่อยโหมหรือรุกหนัก เพื่อให้เกิดผลในทางใดทางหนึ่ง เราทำงานโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่เมื่อมีการบิดเบือนหรือสร้างกระแสต่อต้านรัฐธรรมนูญที่มีการร่างขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรม ในฐานะฝ่ายที่ “ถูกกระทำ” ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใดดีไปกว่าการชี้แจงความจริง และหากถึงขั้นต้องดำเนินคดีกันก็ย่อมเป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของผู้รับผิดชอบที่เขาจะคิดอ่านกันไป
กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ หากรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของประชาชนในวันที่ 7 สิงหาคม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกคน คือจะถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี ปกติคนทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือในความผิดฐานต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้จึงจะถูกสั่งห้าม ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่าการมีข้อกำหนดเช่นนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรแอบแฝง เพราะเรามาทำงานในเชิงวิชาการมิใช่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่อาจมีคนให้ร้าย หรือบิดเบือนต่างๆ นานา
ถึงวันนี้ยังคงมีผู้ไม่หวังดีพยายามกระทำการทุกวิถีทาง เพื่อให้การทำประชามติเกิดปัญหาทั้งในแง่ของผลที่ต้องการให้เป็นไปในทิศทางที่กลุ่มพวกของคนเหล่านั้นต้องการ โดยอ้างอุดมการณ์ ความเป็นหลักวิชาการ เอาประชาชนเป็นตัวประกันด้วยการอ้างความเท็จว่า รัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งอาจลืมไปว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญในสามเดือนแรกเสร็จสมบูรณ์ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมืองและอดีตนักการเมืองอย่างกว้างขวาง อย่างนี้จะเรียกว่าไม่ยึดโยงกับประชาชนได้อย่างไร เมื่อเห็นว่าวิธีนี้อาจไม่ได้ผลในการเรียกแขก ก็เปลี่ยนประเด็นบิดเบือนถูไถกันไปเรื่อย
กระทั่งมาถึงประเด็นต่อท่ออำนาจ หรือเปิดโอกาสให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกลวิธีการพูดหรือขีดเขียนให้เกิดความเข้าใจผิด ถ้าได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างตั้งใจจะทราบดีว่า กลไกของรัฐธรรมนูญเปิดกว้างให้มีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของทุกพรรคการเมืองได้ตั้งแต่วันส่งคนรับสมัครเลือกตั้ง และประชาชนรวมทั้ง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ หาได้เป็นวุฒิสมาชิกหรือมีผู้หนึ่งผู้ใดชี้นำเลย แต่ยังคงมีการหยิบยกเอาประเด็นนี้ไปขยายผล สร้างความปั่นป่วนและชี้นำให้ประชาชนเกิดความสับสนอลหม่าน
ผมเคยตั้งคำถามไปตรงๆ กับหลายคนที่อยู่ฟากฝ่ายของคนคัดค้านรัฐธรรมนูญ มาพูดคุยหรือสนทนาผ่านสื่อสังคมทั้งเฟซบุ๊คและโปรแกรมไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า ถามจริงๆ เถิด “หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พวกคุณทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครตอบให้ชัดๆ สักครั้งเดียว เพราะไม่เชื่อถือกับการอ้างอุดมการณ์ หรือการโจมตีขั้นตอนกระบวนการทำประชามติ” เคยบอกไปแล้วว่า การทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไม่ใช่การเล่นลิเกหรือการแสดงมหรสพที่ต้องการอรรถรสความตื่นเต้นให้คนดูส่งเสียงเชียร์หรือโห่ฮา
ท่านมีทางเลือกชัดเจนว่า เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ เมื่อได้อ่านได้พิจารณารัฐธรรมนูญของเราแล้วไม่เห็นด้วยไม่เห็นชอบก็ไปตัดสินกันในวันลงประชามติ ไม่ใช่มาเรียกร้องให้จัดเวทีโต้เถียงกันแบบเปิดเวทีสาธารณะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อเป็นข่าวออกมากลายเป็นเรื่องของอดีตนักการเมืองมาใช้เป็นเวทีแถลงข่าวแสดงจุดยืนในบางเรื่อง เพราะเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรซับซ้อน มีทั้งสรุปสาระสำคัญและคำอธิบายอย่างเข้าใจง่ายประกอบให้ได้ศึกษาเรียนรู้ และช่องทางในการสื่อสารอื่นๆ ของทุกฝ่าย ผมเชื่อว่ารัฐบาลและ คสช เองก็มิได้ปิดกั้น เว้นแต่ได้มีการกระทำเกินเลยกรอบของกฎหมาย ทำให้ผู้รักษากฎหมายจะต้องยื่นมือเข้ามาในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ
จึงขอความกรุณาทุกฝ่ายที่อาจยืนกรานจะโค่นล้มรัฐธรรมนูญฉบับประชามติด้วยเหตุผลใดก็ตาม โปรดให้โอกาสประชาชนได้ตัดสินใจกับเรื่องสำคัญด้วยตัวเขาเอง โปรดอย่าชี้นำหรือบิดเบือนสร้างประเด็นปัญหา หรือเงื่อนไขพิเศษให้เกิดความเข้าใจผิด กระทั่งนำเอาคนภายนอกที่พยายามจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของพวกเรา









