จากคำกล่าวในเวทีสัมมนา
“การเป็นหุ้นส่วนในการขับเคลื่อนนวัตกรรม” ที่กรุงเทพฯ นายอาร์โนด เดอ เมเยอร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบริหารจัดการสิงคโปร์ บอกว่า รัฐบาลสิงคโปร์มีจุดยืนอย่างชัดเจนเรื่องนวัตกรรมมานานร่วม 20 ปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ทรัพย์สินปัญญาอย่างแข็งแกร่ง และเครื่องมืออำนวยความสะดวกด้านการเงินของสิงคโปร์ ได้ช่วยกระตุ้นให้บริษัทเอกชน เคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นตัวเสริม หรือปัจจัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่สิงคโปร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผงาดขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยเลือกที่จะเป็นประเทศที่มีต้นทุนสูง เพื่อให้ประชากรของตัวเองมีคุณภาพชีวิตในระดับสูง แต่ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการล้าหลังขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ทั้งยังมองว่า โดยภาพรวมแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องห่วงโซ่คุณค่า ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากจีน อินเดีย หรือแม้กระทั่งจากแอฟริกา ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลางให้ได้
ขณะที่ นายโลว์ เต็ก เส็ง ประธานบริหารมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นอาร์เอฟ) เล่าถึงสิงคโปร์ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อสานต่อความพยายามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบนเวทีนวัตกรรมโลก โดยเอ็นอาร์เอฟ เป็นกองทุนที่รัฐบาลสิงคโปร์จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2533 เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนให้ประเทศบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยมีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ การค้า และการลงทุน เป็นประธาน และกรรมการบริหารกองทุน
หลังจากจัดตั้งเอ็นอาร์เอฟได้ปีเดียว สิงคโปร์ก็เริ่มดำเนินตามนโยบาย “แผนเทคโนโลยีแห่งชาติ” และเมื่อปีที่แล้ว หน่วยงานแห่งนี้ ได้ใช้จ่ายเงินไปถึง 42,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.09 ล้านล้านบาทให้ทุนสนับสนุนการริเริ่มด้านกลยุทธ์ และสร้างเสริมความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผ่านการให้ทุนสนับสนุนบุคคลที่มีความสามารถด้านการวิจัย โดยนับแต่เอ็นอาร์เอฟ ถือกำเนิดขึ้นมา สิงคโปร์ใช้จ่ายเงินทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปอย่างมาก และยังสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อมหาวิทยาลัย และองค์กรด้านวิชาการต่างๆ ในสิงคโปร์ เข้ากับ 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้วย ซึ่งบุคคลที่มีความสามารถเหล่านี้ ก็ได้ถูกบริษัทเอกชนจับจองตัวไปทำงานในอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่ง อย่าง อากาศยาน สปินทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการแพทย์ พร้อมระบุว่า เราส่งเสริมให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การสร้างคุณค่า และผลกำไรขึ้นมาในสิงคโปร์
เรื่องราวการก้าวไปข้างหน้าของสิงคโปร์นั้น กระทำอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน และไม่หยุดยั้ง วางนโยบาย ตั้งแผนงานแล้วเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น ่อาจมีจังหวะทบทวนสิ่งผิดพลาด แต่ก็เพื่อแก้ไขแล้วเดินต่ออย่างมีทิศทางชัดเจน ต่างจากประเทศไทยที่เคยวาดหวัง ตั้งแผนจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม หากทำแล้วก็สะดุด กระตุก อย่างต่อเนื่อง หลายๆ ครั้งวางนโยบาย วาดแผนสวยหรู แต่อยู่ไปอยู่มาก็ชะงัก ชะลอ หมุนวนหมุนเวียนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล ของเจ้ากระทรวงผู้รับผิดชอบจัดวางนโยบาย แผนงานใหม่ๆ อยู่เสมอ ส่วนงบวิจัยและพัฒนา หรืองบอาร์แอนด์ดีนั้น เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ประเทศไทยนั้นมีน้อยแสนน้อย งานบางงานต้องการงบหลักล้านบาทอย่างต่อเนื่อง 5 ปี 10 ปี แต่งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจริงกลับได้มาหลักหมื่น หลักแสนบาท กะปริบกะปรอย ดูๆ แล้วเป็นความน่าสงสาร มากกว่าจะสร้างแรงฮึกเหิมให้ต้องการวิจัยผลงานดีๆ ให้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ คนไทยที่เก่งๆ มีความสามารถแท้จริง หลายๆ คนจึงต้องหลบไปสร้างผลงานนอกบ้าน ก็ได้แต่หวังว่า นโยบาย แผนงานจูงใจที่รัฐบาลพยายามจัดทำขึ้น จะมีผลต่อการสนับสนุนดึงดูดนักวิจัยให้เกิดขึ้นได้ในประเทศ






