ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ที่กรุงเฮก
ประกาศชี้ขาดตัดสินประเด็นพิพาทในทะเลจีนใต้ ว่า ฟิลิปปินส์มีสิทธิ์ทำประมงในบริเวณหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ พร้อมชี้ขาดว่า รัฐบาลจีนไม่มีสิทธิเหนือทรัพยากรบริเวณน่านน้ำพิพาทดังกล่าว และยังระบุว่า จีนได้ละเมิดอธิปไตยของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้เข้าแทรกแซงการทำประมงและการสำรวจน้ำมันของฟิลิปปินส์ ด้วยการสร้างเกาะเทียม และไม่ขัดขวางชาวประมงจีนในการเข้าหาปลาในเขตพิพาท
ท่าทีของจีนต่อคำตัดสินดังกล่าวถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่าจีนจะไม่ยอมรับข้อเสนอ หรือการกระทำใดๆ ที่อิงคำตัดสินของศาลโลกที่ฟิลิปปินส์ได้ยื่นฟ้องกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และระบุว่าอธิปไตยเหนือดินแดน และผลประโยชน์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินของศาล ซึ่งท่าทีของจีนทำให้สถานการณ์อาจยุ่งยากขึ้นมาอีกครั้ง และจะไปดำเนินการใดๆให้จีนปฏิบัติตามคำสั่งของศาล
จากท่าทีของจีนข้างต้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯได้เข้ามามีบทบาททางทหารอีกครั้งในกรณีข้อพิพาทนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ถึงขั้นทำให้เกิดสงครามระหว่างสองประเทศ แต่ความตึงเครียดหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ และจะทำให้ภูมิภาคนี้เกิดควาาตึงเครียดทางการเมืองทางทหารอีกครั้ง
สำหรับท่าทีของไทยถือว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน ในฐานะประเทศในประชาคมอาเซียนด้วยกัน แม้ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยืนยันในเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่จากบทบาทของจีน ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจถือว่ามีค่อนข้างมากในภูมิภาคนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักจากนี้ไปในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค นโยบายสำคัญนักบจากนี้ไปคือไทยจะวางบทบาทอย่างไร กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่าคำแถลงการณ์ของไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้(ซีโอซี) สามารถทำร่วมกันได้ และจะเกิดเป็นรูปธรรมได้ ด้วยวิธีการที่จะทำให้ทะเลจีนใต้เป็นทะเลแห่งสันติภาพ มีเสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งโลกพยายามอุ้มอยู่ ซึ่งแถลงการณ์ของไทยเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ต้องการบอกนานาชาติว่ามีช่องทางที่จะทำให้เป็นรูปธรรมอยู่ และหวังว่าประเทศอื่นจะนำไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่เกินวิสัยของอาเซียนที่จะมองเห็นประเด็นดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเทศในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย ทั้งการเมืองและการค้าการลงทุน แม้ว่าบทบาทของไทยต่อความขัดแย้งในครั้งนี้คงมีไม่มากนัก เนื่องจากไทยเล็กเกินไปต่อการเข้าไปยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่เราก็หวังว่าไทยจะแสดงบทบาทในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอย่างแข็งขัน
เราเห็นว่าในโลกยุคปัจจุบัน แม้จะมีความขัดแย้งมากขึ้นในเรื่องผลประโยชน์ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารได้โดยง่าย เหมือนที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก แต่ก็เชื่อว่าความขัดแย้งในกรณีนี้จะหาทางออกร่วมกันได้ แต่หากการตัดสินของศาลโลกในครั้งนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้ เราเชื่อว่าโลกก็จะอยู่ในภาวะอันตรายมากขึ้น เมื่อประเทศมหาอำนาจไม่สนใจกระทำได้ตามอำเภอใจจนไม่มีกฏกติกาใดๆไปบังคับได้ สถานการณ์โลกในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นภาวะที่อันตรายต่อความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น









