ในยุคศตวรรษที่ 21 ดิจิทัลคือคำที่ใครๆ ต่างพูดถึง จะเป็นภาคส่วนใดของเศรษฐกิจ หรือเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา
จะต้องมีใครสักคนเอ่ยถึงศักยภาพของ “ดิจิทัล” หรือ “การปฏิวัติด้วยดิจิทัล”(Digital Disruption) แล้วตกลงจะอย่างไรต่อ เรื่องนี้มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างไร และมากแค่ไหน
มาว่ากันที่คำถามท้ายสุดก่อน คำตอบคือผลกระทบมีมากแน่นอน ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ปรึกษาแมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ หรือเอ็มจีไอ ให้ข้อมูลว่ามีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล 5 อย่างที่มีบทบาทต่อการปฏิรูปภาคธุรกิจต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลักดันให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรธุรกิจ นั่นคือ โมบายอินเทอร์เน็ต บิ๊กดาต้า อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(Internet of Things) ระบบอัตโนมัติสำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้ และคลาวด์
ยกตัวอย่างเช่น เรานำบิ๊กดาต้ามาใช้ในการปรับปรุงการออกแบบผังเมือง เครื่องมือดิจิทัลนำมาใช้ในการศึกษาเพื่ออบรมครูและสอนนักเรียน เทคโนโลยีแบบจำลองสารสนเทศอาคารในอนาคตสามารถช่วยลดต้นทุนระบบสาธารณูปโภค และเสริมสร้างคุณภาพในการสร้างอาคาร สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอ็มจีไอประเมินว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึง 625 พันล้านดอลล่าร์ ในปี 2573 หรือคิดเป็น 12% ของจีดีพีทั้งภูมิภาค
ไทยนับว่าอยู่ในสถานะที่มีบทบาทสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในดัชนีความพร้อมด้านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศปี 2558 ของเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ไทยอยู่ในอันดับ 67 ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ จาก 173 ประเทศที่ได้รับการประเมินทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสองประการ คือ หนึ่ง ไทยยังสามารถพัฒนาไปได้อีก และสอง ไทยมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากคะแนนด้านทักษะและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ซึ่งไทยได้คะแนนสูงสุด
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับจึงเห็นได้ชัดเจน ในภาวะที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งขณะนี้ ประสิทธิภาพในภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยถูกมาเลเซียและจีนแซงหน้าไปแล้ว นอกจากนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็เริ่มช้ากว่าประเทศอาเซียนอื่นๆ ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศถดถอยลง
การมุ่งพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างจริงจังจะสามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์เหล่านี้ การเสริมสร้างศักยภาพด้านดิจิทัลจะช่วยปฏิรูปธุรกิจไทยให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ผู้บริโภคไทย ทั้งในชุมชนเมืองและพื้นที่ชนบทห่างไกล จะสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายกว่าเดิม เช่นบริการดิจิทัลแบงกิ้ง ผู้ใช้แรงงานก็ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการพัฒนาทักษะต่างๆ
วันนี้ ไทยถือว่ามีจุดแข็งด้านดิจิทัลอยู่บ้าง เช่น แอนิเมชั่นที่มีความล้ำหน้าและมีมหาวิทยาลัยกว่า 20 แห่งทั่วประเทศที่เปิดสอนในสาขานี้ ส่วนด้านอีคอมเมิร์ซ ที่เริ่มต้นอย่างเชื่องช้า ขณะนี้ก็กำลังเติบโตแข็งแกร่ง อัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต รวมทั้งออนไลน์แบงกิ้ง ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การที่ไทยจะไปให้สุดทางกับการพัฒนาดิจิทัลจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือบริการด้านดิจิทัลอะไรที่สำคัญสำหรับผู้บริโภค หน่วยราชการ รวมทั้งภาคธุรกิจใดที่มีศักยภาพที่สุด ส่วนรัฐบาลก็จะต้องกำหนดให้การพัฒนาด้านดิจิทัลเป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเปิดตัว “พร้อมเพย์” ซึ่งเป็นระบบให้บริการโอนและรับโอนเงินแบบใหม่
ทั้งหมดนี้เป็นแค่การเริ่มต้น เมื่อเราหันไปมองประเทศที่มีกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพอื่น ๆ จะเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีการจับมือกับภาคเอกชนเพื่อดำเนินการใน 3 ด้าน คือ หนึ่ง ออกกฎระเบียบใหม่เพื่อกำหนดสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนของโมเดลทางธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ การบังคับใช้ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และสนับสนุนการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) สอง สนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ และสาม ให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพบุคลากรให้โอกาสจัดตั้งสตาร์ทอัพ โครงการบู๊ตแคมป์ และประสานความร่วมมือกับภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ
แค่คำว่า “ปฏิวัติ” เป็นเรื่องไม่ใช่ง่าย จะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้เกิดขึ้นมากมาย บริษัทต่างๆ ที่เอ็มจีไอได้ทำการสำรวจประเมินว่า 4 ใน 10 ของบริษัทชั้นนำในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ จะได้รับผลกระทบในทางลบในช่วง 5 ปีหลังจากการปฏิวัติด้วยดิจิทัล และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราจะต้องเปิดใจรับดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดในอนาคต
การปฏิวัติด้วยดิจิทัลในวันนี้ คงไม่ต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในต้นศตวรรษที่แล้ว เป็นแรงผลักดันแห่งการพัฒนาสู่วันข้างหน้า
เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้อีกไกล การจะบรรลุเป้าหมายในการก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ความเป็นรายได้สูงในปี 2575 ให้ได้นั้น เราต้องทำอะไรให้มากกว่านี้ และการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ
ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ระหว่าง 8.00-17.00 น. แมคคินซีย์จะจัดงานสัมมนา McKinsey Innovation forum เรื่อง Digitizing Thailand’s Economy ที่โรงแรมเซนต์ รีจิส โดยมีผู้เชี่ยวชาญของแมคคินซีย์มาร่วมให้มุมมองที่หลากหลายเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพลิกโฉมธุรกิจ
--------------------
เชษฐา เทอดไพรสันต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย)
แฮรี่ เซียพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี









