ผลกระทบจากกรณีอังกฤษ โหวตออกจากสหภาพยุโรป
(อียู) หรือเบร็กซิท กำลังส่งผลกระทบในตลาดเงินและความวิตกมากยิ่งขึ้นกับนักลงทุน ดังจะเห็นได้จากค่าเงินปอนด์ของอังกฤษดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในระดับรอบ 30 ปีเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และหากใครที่ติดตามการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และกระแสเงินทุนไหลเข้าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ถือว่ามีค่อนข้างผิดปกติอย่างมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แม้ว่าคนในแวดวงตลาดทุนจะมองว่าเป็นโอกาสในช่วงเกิดความผันผวนในตลาดโลก
ตลาดเงินตลาดทุนเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดได้เร็วที่สุด เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนย้ายเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่าได้โดยง่าย แต่ประเด็นที่น่าติดตามคือผลกระทบจากภาคเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ยังไม่อาจประเมินได้ เนื่องจากต้องรอขั้นตอนการถอนตัวจากอียูและต้องใช้เวลาอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นของบรรดาภาคธุรกิจก็ถือว่าเป็นตัวสะท้อนที่สำคัญของการคาดการณ์ในอนาคตต่อเศรษฐกิจของอังกฤษ
ผลสำรวจล่าสุดของบรรดาภาคธุรกิจที่ออกมาล่าสุดถือว่าค่อนข้างน่ากังวลไม่น้อย เนื่องจากชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของธุรกิจอังกฤษดิ่งลงอย่างรุนแรง หลังจากอังกฤษโหวตถอนตัวออกจากอียู และช่วยย้ำว่ามุมมองที่ว่า เศรษฐกิจอังกฤษจะเผชิญภาวะยากลำบากมากขึ้นหลังเบร็กซิท โดยผลสำรวจของยูกอฟร่วมกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (CEBR) ระบุว่า ธุรกิจที่ คาดการณ์ในทางลบต่อเศรษฐกิจอังกฤษในช่วง 12 เดือนข้างหน้ามีสัดส่วนพุ่งขึ้นสู่ 49% ในช่วงสัปดาห์หลังการทำประชามติในอังกฤษ โดยพุ่งขึ้นจาก 25% ก่อนรู้ผลการโหวต
ผลสำรวจของยูกอฟจัดทำจากการสอบถามบริษัทอังกฤษ 1,000 แห่ง โดยผลสำรวจระบุว่า บริษัท 26% คาดการณ์ในทางลบต่อแนวโน้มธุรกิจของตนเอง โดยพุ่งขึ้น จาก 16% ในช่วงก่อนการทำประชามติในวันที่ 23 มิ.ย. ธุรกิจอังกฤษคาดการณ์ในทางลบมากยิ่งขึ้นต่อการดำเนินงานของตนเองในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า และธุรกิจอังกฤษได้ปรับลดการคาดการณ์ของตนเองลงอย่างรุนแรงในส่วนของยอดขายภายในประเทศ, ยอดส่งออก และการลงทุนด้านทุน ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาอย่างรุนแรงต่อเบร็กซิท
แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชียอย่างไร และดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียยังมองว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่อาจเห็นว่าเป็นโอกาสสำหรับภูมิภาค เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้าภูมิภาค แต่หากติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นถึงสถานการณ์ในอนาคต ว่าสถานการณ์อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤติได้ไม่ยากนักหากไม่มีมาตรการที่ดีพอในการรับมือกับความเชื่อมั่นที่เริ่มลดน้อยถอยลงจากผลกระทบของเบร็กซิท
เราเห็นว่าสถานการณ์เบร็กซิทยังเป็นเรื่องประมาทไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าอังกฤษเป็นศูนย์กลางการเงินหนึ่งของโลก ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นมาย่อมส่งผลกระทบรุนแรง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยที่ไม่อาจแยกออกจากเศรษฐกิจโลกย่อมได้รับผลกระทบ แม้ว่าหน่วยงานรัฐหรือบรรดาผู้รู้ต่างมองว่าไม่กระทบมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เราต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้เกิดกรณีของวิกฤติเลห์แมนเมื่อปี 2551 ซึ่งในครั้งนั้นก็ส่งผลกระทบค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน คำถามคือเราจะตั้งหลักรับมืออย่างไรจากนี้ไป






