การเป็นโลกเสรีทางเศรษฐกิจกันเกือบสุดทางดังที่ชาวโลกคุ้นเคยกันมากว่า 30 ปีนั้น ขณะนี้กำลังประสบกับ
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลังจากผ่านประสบการณ์ผิดและถูก สัญญาณสำคัญก็คือการออกมายอมรับว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปของนักเศรษฐศาสตร์ IMF กลุ่มหนึ่งและจากคำให้สัมภาษณ์ของ Chief Economist คนใหม่เมื่อเร็วๆ นี้
แนวคิดการเป็นเสรีของโลกในด้านเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า neoliberalism นั้นหมายถึงทุนนิยมแบบเนื้อหาเต็มๆ ซึ่งอยู่บนฐานของสองเรื่องคือ หนึ่ง เพิ่มการแข่งขันด้วยการลดเลิกผ่อนปรนกฎกติกา (deregulation) ตลอดจนการเปิดตลาดภายในประเทศ ทั้งสินค้า บริการ ตลาดเงินและตลาดทุนสู่การแข่งขันกับต่างประเทศ สองบทบาทที่น้อยลงของภาครัฐผ่าน privatization (การนำวิธีการของเอกชนมาใช้ในภาครัฐ) ตลอดจนจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการมีงบประมาณขาดดุลและสะสมหนี้
บุคคลสำคัญที่ผลักดันแนวคิดนี้คือ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ยักษ์ใหญ่ของโลกและของสำนัก Chicago (University of Chicago) ที่เต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์แนวคิดเสรี อิทธิพลของกลุ่มนี้แรงมากปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน เช่น (1) ขึ้นเครื่องบินด้วยราคาต่ำอันเนื่องมาจากการลดละเลิกผ่อนปรนกฎหมายและกฎเกณฑ์บังคับต่าง ๆ (2) รปภ. หรือคนทำความสะอาดหน่วยราชการใช้บริษัท (3) ตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารมีการสรรหา (4) เงินเดือนของพนักงานรัฐในบางองค์กรทัดเทียมภาคเอกชน (5) ตลาดเสรีการค้า เช่น AFTA NAFTA WTO (6) การแข่งขันเสรีในการผลิตอย่างปราศจากการผูกขาด
Friedman ได้เป็นที่ปรึกษาของชิลีในต้นทศวรรษ 1970 โดยมีลูกศิษย์นักเศรษฐศาสตร์ที่จบจาก Chicago หลายคน (“Chicago Boys”) ร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจแนว neoliberalism จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ชิลีระหว่างปี 1985-1990 มีอัตราการขยายตัวของรายได้ที่แท้จริงต่อหัวร้อยละ 5 ต่อปี จนกลายเป็นตัวอย่างไปทั่วโลกว่าโมเดลของการใช้สองฐานข้างต้นเป็นสิ่งที่ได้ผล
แนวคิดเศรษฐกิจเสรีดังกล่าวแพร่กระจายเป็นโรคระบาด และมีส่วนผลักดันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Washington Consensus หรือชุดของนโยบายเศรษฐกิจ 10 เรื่องที่ถือว่าเป็น “มาตรฐาน” ของแพ็คเกจปฏิรูปประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจร้ายแรง ซึ่งองค์กรเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน เช่น IMF World Bank และกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา
ต่อมาความหมายของ Washington Consensus ได้เพี้ยนไป ถูกใช้อย่างกว้างขวางในความหมายของการโน้มเอียงสู่เส้นทางที่ยึดตลาดเสรีเป็นหลัก (market fundamentalism หรือ neoliberalism)
“องค์กรดูแลระดับโลก" (IMF World Bank และอื่นๆ ในระดับโลก) มีอิทธิพลอย่างสูงต่อประเทศกำลังพัฒนาเมื่อมีการนำเอาแนวคิด neoliberalism นี้มาใช้ เมื่อครั้ง “ต้มยำกุ้ง” ของไทย IMF ผู้ให้กู้เงินบังคับให้ไทย “รัดเข็มขัด” อย่างแน่น ปล่อยให้ “คนใกล้ตาย” จากการไม่มีเงินใช้หนี้ตายไปตามกลไกตลาด ทรัพย์สินที่มีปัญหาปล่อยให้กลไกตลาดแก้ไข ปล่อยเสรีเรื่องเงินทุนไหล-เข้าออก ปล่อยให้ตลาดมีการแข่งขันเสรี ทุกคนคงจำความเจ็บปวดนั้นได้ ทุกอย่างเป็นไปตามแนวคิด neoliberalism
อินโดนีเซียเจ็บปวดหนักเมื่อฝูงชนแห่ประท้วงและเกิดจลาจลเข้าจี้ปล้นเมื่อไม่พอใจการปรับราคาน้ำมันที่รัฐบาลควบคุมให้ต่ำมานาน IMF บังคับให้ปล่อยราคาน้ำมันเป็นอิสระมิฉะนั้นจะลากลับบ้านไม่ช่วย เมื่อค่าเงินรูปีตกต่ำอย่างหนัก ข้าวของแพง หนี้สินต่างประเทศล้นพ้นตัว ประธานาธิบดีซูฮาร์โตซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 32 ปี ก็ต้องยอมและในที่สุดก็หลุดออกจากอำนาจ
บทความในวารสาร Finance & Development, June 2016, ของ IMF เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ของ IMF สามคน บทความหนึ่งมีชื่อว่า “Neoliberalism : Oversold?” ยอมรับว่าในบางกรณีการแก้ไขปัญหาโดยใช้นโยบาย neoliberalism ไม่ได้ผลเพราะแทนที่จะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตกลับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น และไม่อำนวยให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
คำให้สัมภาษณ์ของ Chief Economist ของ IMF คือ Maurice Obstfeld ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ neoliberalism นั้นมิใช่ยาเดียวอีกต่อไปแล้วจากประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ละโรคต้องรักษาด้วยยาและวิธีที่ต่างกัน แนวคิดใหม่นี้เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนพื้นพิภพของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการให้ความช่วยเหลือที่เป็นมาตลอด 30 กว่าปี อย่างไรก็ดี แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาหลายปี แต่การตีพิมพ์บทความเช่นนี้เท่ากับเป็นการยอมรับอย่างกึ่งทางการครั้งแรก
ว่าไปแล้วคนธรรมดาๆ ก็มองเห็นว่าการแก้ไขปัญหาของ IMF ในกรณีของไทยกับอินโดนีเซียนั้นมันแปลกประหลาด การยังปล่อยให้เงินทุนไหลเข้าออกเสรี การใช้กลไกตลาดจ๋าในช่วงวิกฤติ คือ การฆ่ากัน การรัดเข็มขัดขนาดหนักของคนกรีกในปัจจุบันอันเนื่องมาจากรัฐบาลตัดงบประมาณเพราะเป็นเงื่อนไขของการให้กู้ยืม ก็เป็นอีกตัวอย่างของการมากเกินไปของ neoliberalism หรือไม่
แนวคิด neoliberalism ยังไม่หายไปข้ามคืน การเลือกใช้นโยบายที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกรณีภายใต้แนวคิดตลาดเสรีนั้นไม่ผิดพลาด เพียงแต่ว่าจะเลือกใช้อย่างไรเท่านั้น






