เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมจัดซื้อ
“เรือดำน้ำ” จากประเทศจีน จำนวน 3 ลำ งบประมาณลำละ 12,000 ล้านบาท
รวม 3 ลำ ตัวเลขก็เบาะๆ อยู่ที่ 36,000 ล้านบาท!
มองในแง่ความต้องการของกองทัพเรือนั้น... พอเข้าใจได้ เพราะเรือดำน้ำถือเป็นสุดยอดยุทโธปกรณ์ ไม่ต่างอะไรกับกองทัพบกต้องมีรถถังทันสมัย ทัพฟ้าต้องมีเครื่องบินขับไล่รุ่นล่า...
ที่สำคัญ “ลูกประดู่” เฝ้ารอกันมาถึง 22 ปี ถ้ามองแง่นี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล หนำซ้ำยังเหมือนได้โบนัสหรือ “ตกเบิก” เพราะร้องเพลงรอมานาน บทจะได้ก็ได้ทีเดียวถึง 3 ลำ!
จำนวนจัดซื้อ 3 ลำนี้ คนที่ติดตามข้อมูลโครงการน่าจะทราบดี ว่าจริงๆ แล้วตอนแรกทำโครงการขอซื้อเรือดำน้ำชั้น Yuan Class รุ่น S-26Tเพียง 2 ลำ สนนราคาลำละ 18,000 ล้านบาท รวม 2 ลำเป็นเงิน 36,000 ล้านบาท
แต่แล้วจู่ๆ เอกสารก็เปลี่ยนเป็น 3 ลำ ทว่าราคารวมเท่าเดิม!!!
แปลว่าซื้อ 2 แถม 1 กันเลยทีเดียว นี่ซื้อเรือดำน้ำนะ ไม่ใช่ซื้อพายกวนขนมตามตลาดนัด
ไม่รู้เบื้องหลังการลดราคาครั้งมโหฬารถึง 12,000 ล้านบาท เป็นฝีมือต่อรองของฝ่ายไทย หรือพี่จีนใจป้ำ เพราะน้องไทยเองก็เพิ่งซื้อรถถัง VT4 หรือในชื่อ MBT 3000 ล็อตแรก 28 คันจากพี่จีน งบประมาณร่วม 5,000 ล้านบาทไปหมาดๆ
เมื่อราคาเรือดำน้ำลดลงได้ถึงขนาดนั้น ทำให้เริ่มมีคนตั้งคำถามเรื่องคุณภาพ
ถ้าวิเคราะห์จากออพชั่นที่จีนโฆษณา ก็ต้องบอกว่าเรือดำน้ำรุ่นนี้มีสมรรถนะและเทคโนโลยีทันสมัย แบบไม่น้อยหน้าใครในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำก่อนไทย
แต่คำถามคือ ส่วนควบทั้งหลายแหล่ที่พี่จีนจัดให้ ถึงเวลาใช้จริง จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
อีกปัญหาหนึ่งที่ยังไม่มีใครพูดถึง ก็คือ เรื่องงบที่จะใช้ในการจัดซื้อ ทราบว่าจะทยอยซื้อทีละลำ ผูกพันงบลำละ 10 ปี แต่คำถาม ณ บัดเดี๋ยวนี้ คือ จะใช้งบจากที่ไหน เพราะกองทัพเรือไม่มีเงิน
ปัจจุบัน ทร.ผูกพันงบในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต เมื่อไม่นานนี้จะขอซื้อรถสะเทินน้ำสะเทินบก แต่ก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะติดเงื่อนไขผูกพันงบประมาณโครงการที่ว่านั้น
ฉะนั้นทางเลือกสุดท้ายอาจต้องใช้ “งบกลาง” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการนำเงินของประชาชนมาใช้ เพราะงบกลางที่แปะเอาไว้แต่ละปี คืองบสำหรับควักจ่ายในยามที่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน
คำถามทิ้งท้ายคือ ภารกิจจัดซื้อเรือดำน้ำเร่งด่วนตรงไหน...ก็เห็นรอมาตั้ง 22 ปีแล้ว!






