กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์
ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้าข้างรัฐบาล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเอาอกเอาใจอำนาจการเมือง โดยไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่ก็มีผู้ที่เห็นว่าการวินิจฉัยดังกล่าวถูกต้องแล้วตามหลักการของตัวบทกฎหมาย
มาตรา 61วรรคสอง ระบุว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายและมีบทลงโทษ
ประเด็นโต้แย้งทางการเมืองในช่วงจังหวะเวลานี้เริ่มดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในต้นเดือนส.ค.นี้ ซึ่งหากติดตามความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นต่อประเด็นทางการเมืองของประเทศ เราจะเห็นได้ว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆจากความขัดแย้งเดิมๆ ที่มีมาก่อนหน้านั้น กล่าวคือหากฝ่ายหนึ่งมีความเห็นสนับสนุนต่อประเด็นใดก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งก็จะแสดงความเห็นต่างหรือไม่เห็นด้วยขึ้นมาทันที จนไม่สามารถหาข้อยุติใดๆได้ นอกจากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป
แต่ประเด็นต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างออกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหน่วยงานกลาง ที่ทำหน้าที่ชี้ขาดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หรือ กล่าวได้ว่าเป็นคนกลางในการตัดสินข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ข้อยุติ และทำให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้กรอบของตัวบทกฎหมาย แต่การวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะทำได้ แต่ก็ได้สะท้อนปัญหาการเมืองในระดับลึกให้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นถึงรากฝังลึกของการเมืองในยุคไม่มีใครฟังใคร
การไม่ยอมรับการวินัยฉัยขององค์กรกลางเช่นศาลรัฐธรรมนูญ ยังสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังล้มเหลวในการทำให้คนกลับมายอมรับตัวบทกฎหมาย หรือยอมรับกฏกติการ่วมกัน ซึ่งประเด็นการยอมรับกติการ่วมกันในสังคมถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ดังจะเห็นความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงที่เกิดขึ้น ก็เนื่องมาจากการไม่ยอมรับในกติกาของสังคม จนนำไปสู่วิกฤติของสถาบันทางการเมือง จนขณะนี้ยังต้องใช้เวลาในการเยียวยาให้กลับคืนมาได้
ดังนั้น เรื่องใหญ่ของสังคมไทยนับจากนี้ไป คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมืองให้เกิดขึ้น ซึ่งหากยังไม่สามารถทำได้ เราก็เชื่อว่าวิกฤติความขัดแย้งอย่างไร้ขอบเขตจะยังดำรงอยู่ต่อไปอีกนาน และการสร้างสังคมที่มีกฏกติกาที่เป็นมาตรฐานก็ยิ่งยากมากขึ้น เราไม่ได้หวังว่าสังคมจะเข้าสู่ความสมานฉันท์ หรือสามัคคีโดยปราศจากความขัดแย้ง แต่หากความขัดแย้งเป็นไปอย่างไม่มีขอบเขตก็จะนำไปสู่ความรุนแรงได้โดยง่าย และหากเป็นเช่นนั้น อันตรายสำหรับประชาธิปไตยไทยจริงๆ ก็คือความขัดแย้งที่คิดจากมุมๆ เดียวโดยมองไม่เห็นด้านบวกในมุมอื่น






