วาระเร่งด่วนประธานคณะมนตรีอียูของสาธารณรัฐสโลวัก

วาระเร่งด่วนประธานคณะมนตรีอียูของสาธารณรัฐสโลวัก

ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ที่จะถึงนี้ สาธารณรัฐสโลวักจะเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

(Presidency of the Council of the European Union ซึ่งมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน) ต่อจากเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนภารกิจด้านนิติบัญญัติร่วมกับสภายุโรป รวมทั้งการประสานงานนโยบายด้านต่างๆ กับประเทศสมาชิกด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่สาธารณรัฐสโลวักจะดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรี หลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อปี 2547

ดังนั้น จึงเสมือนเป็นการทดสอบบทบาทของรัฐบาลสโลวักว่า จะสามารถขับเคลื่อนสหภาพยุโรปให้เดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ (สหภาพยุโรปได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งประธานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่องและเป็นเอกภาพ ซึ่งในศัพท์แสงสหภาพยุโรป จะเรียกประธานปัจจุบันและประเทศที่จะมาเป็นประธานในวาระถัดไปอีกสองประเทศว่า ‘troika’)

ช่วงที่รัฐบาลสโลวักจะเข้ามาดำรงตำแหน่งในครึ่งหลังของปี 2559 นี้ มีเรื่องที่ถือเป็น เผือกร้อนหลายเรื่องที่จะต้องทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การขับเคลื่อนสหภาพยุโรปภายหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักร เพื่อตัดสินใจว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ (Brexit) ปัญหาวิกฤตการณ์ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งสร้างความแตกแยกอย่างมากระหว่างประเทศสมาชิก อีกทั้งมีปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานที่จะต้องได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ รัฐบาลสโลวักก็คงจะต้องพยายามพิสูจน์ความสามารถและความน่าเชื่อถือของตนในฐานะ “สมาชิกใหม่” ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสริมบทบาทของกลุ่ม Visegrad 4 (V4) ซึ่งประกอบด้วยสาธารณรัฐเชค สาธารณรัฐสโลวัก สาธารณรัฐฮังการี และสาธารณรัฐโปแลนด์ซึ่งอาจมีมุมมองในหลายๆ เรื่องต่างออกไปจากประเทศ “สมาชิกเก่า” อย่างเช่น เยอรมนีหรือฝรั่งเศส โดยเฉพาะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (ซึ่งบรรดา “สมาชิกใหม่” ค่อนข้างที่จะไม่พร้อมที่จะรับผู้ลี้ภัยจากภายนอกประเทศเท่ากับประเทศสมาชิกเก่า ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า)

สำหรับวาระงานสำคัญในช่วงปลายปีนี้นั้น ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับผลการลงประชามติของอังกฤษเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่อังกฤษ (Brexit referendum) ในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เพราะหากผลการลงประชามติในอังกฤษว่า “ให้ออก” จากสหภาพยุโรป ก็จะต้องจัดการกับปัญหาที่เรียกได้ว่าถึงขั้นวิกฤติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากการลงประชามติในอังกฤษปรากฏผลว่า “ให้อยู่” ก็คงจะทำให้งานของรัฐบาลสโลวักง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

รัฐบาลสโลวักได้แสดงท่าทีชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาว่า จะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็น ดังนี้

1) การกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานเป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2552 ซึ่งแม้จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) อย่างต่อเนื่อง แต่สภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน และการว่างงานยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสหภาพยุโรป ดังนั้น ในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป สาธารณรัฐสโลวักจะสนับสนุนให้การพิจารณาร่างกฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้เป็นรากฐานในการพัฒนาสู่ด้านต่างๆ ต่อไป

สำหรับด้านงบประมาณ จะมีการประเมินผลระยะกลางของกรอบงบประมาณข้ามปี (Multiannual Financial Framework) และการจัดตั้งสหภาพการคลังตามแผนงานระยะที่สองของแผน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2557 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มยูโรโซน

2) การพัฒนาตลาดร่วมสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการต่อยอดให้ตลาดร่วมของยุโรป (ซึ่งส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าและบริการเกือบครบทุกสาขาแล้ว) มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สาธารณรัฐสโลวักจึงไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาตลาดร่วมดิจิตอลเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังตลาดร่วมอื่นๆ เช่น ตลาดร่วมพลังงาน ตลาดร่วมโทรคมนาคม ซึ่งจะผลักดันการยกเลิกค่าบริการโทรศัพท์ข้ามแดนหรือ roaming ระหว่างประเทศสมาชิก และการพัฒนา e-government เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรภาครัฐ และเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเปิดรับสมัครงานในทุกประเทศสมาชิกของหน่วยงานรัฐบาล หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย

3) นโยบายเรื่องวิกฤตการณ์ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สหภาพยุโรปเผชิญอย่างหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และทำให้ชาวยุโรปเกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของยุโรปจากการหลั่งไหลของผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากภายนอก ขณะนี้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันว่า จะแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร และจะมีมาตรการควบคุมปริมาณคนที่เข้ามาในสหภาพยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ลี้ภัยสงครามจากอัฟกานิสถาน อิรัก และซีเรีย นับล้านคน) อย่างไร ซึ่งทางออกคือ ต้องมีนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาและแบ่งเบาภาระรับผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นอย่างเป็นธรรมระหว่างประเทศสมาชิก

4) ความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลสโลวักตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้ากับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง รวมทั้งสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับมิตรประเทศต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสในการค้าและการขยายความร่วมมือทางธุรกิจแก่ภาคธุรกิจเอกชนของยุโรปต่อไป

อย่างไรก็ตาม การรับตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปของสาธารณรัฐสโลวัก ได้ก่อให้เกิดความกังวลขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากสาธารณรัฐสโลวักมีท่าทีต่อต้านนโยบายการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานของสหภาพยุโรปอย่างเปิดเผย โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2558 รัฐบาลสโลวักได้ยื่นฟ้องศาลยุติธรรมยุโรป (European Court of Justice: ECJ) เรื่องการจัดสรรกึ่งบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องรับผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางว่า เป็นการกระทำโดยมิชอบ เนื่องจากได้รับการคัดค้านจากรัฐบาลของหลายประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศในยุโรปกลาง เช่น สาธารณรัฐสโลวัก โรมาเนีย เช็ก ฮังการี และโปแลนด์

รวมถึงการประกาศของนายกรัฐมนตรีสโลวักเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ว่า ไม่มีพื้นที่สำหรับชาวมุสลิมในสาธารณรัฐสโลวัก ซึ่งเป็นสัญญาณของท่าทีที่แข็งกร้าว และขัดต่อหลักการของสหภาพยุโรปว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชน และเป็นอุปสรรคในการทำงานของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงความแตกแยกทางการเมืองของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปที่ค่อนข้างชัดเจน