ก้าวต่อไปหลัง BREXIT

ก้าวต่อไปหลัง BREXIT

กระแสข่าวที่ทำให้เศรษฐกิจการเงินโลกผันผวนและเสี่ยงต่อวิกฤติมากที่สุดในขณะนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นข่าวการลงคะแนน

เสียงประชามติของประชาชนชาวอังกฤษที่จะออกจากการเป็นสมาชิกภาพประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Union) หรือที่เรียกกันว่า BREXIT

ผลการลงคะแนนเสียงเช่นนี้ ผิดคาดจากที่ตลาดเงินตลาดทุนโลกรวมถึงตลาดพนันที่มองว่า ในที่สุดแล้วประชาชนชาวอังกฤษจะยังเลือกที่จะอยู่ในสหภาพยุโรปเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่ผิดคาดเช่นนี้จึงนำมาสู่ความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าลงถึงเกือบ 8% ขณะที่ค่าเงินเยนที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแข็งค่าขึ้นเกือบ 3% ในวันเดียว เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น และตลาดโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง 5-10% ในวันเดียวเช่นกัน

ภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกหรือไม่ เศรษฐกิจอังกฤษ ยุโรป และโลกจะเป็นเช่นไร ภาวะการเมืองจะผันผวนมากขึ้นอีกหรือไม่ ผู้เขียนขอวิเคราะห์เบื้องต้น โดยแบ่งออกเป็นผลกระทบภาคการเงิน ภาคการเมือง และภาคเศรษฐกิจ ดังนี้

ในส่วนภาคการเงินนั้น ผู้เขียนมองว่าความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนในวันศุกร์จะทำให้ธนาคารกลางสำคัญต่างๆ เช่น สหรัฐ (Fed) ยุโรป (ECB) ญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) เข้าร่วมอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อลดกระแสความตื่นตระหนก ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปในรูปแบบเดียวกับในช่วงวิกฤติการเงินโลกในช่วงปี 2551 ที่ Fed ร่วมมือกับธนาคารกลางต่างทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ล่วงหน้า (Swap Agreement) เพื่อลดความตึงตัวของเงินดอลลาร์ลง

การทำเช่นนี้ แม้ในระยะสั้นจะช่วยบรรเทาความผันผวนได้บ้าง แต่ในระยะต่อไปนั้น พื้นฐานเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นจากการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปอาจจะทำให้ภาวะการเงินโลกจะเสพติดการอัดฉีดเม็ดเงินจากธนาคารกลางต่างๆ มากขึ้น และทำให้เป็นไปได้ที่ Fed อาจจะต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอย่างไม่มีกำหนด

  นอกจากนั้น กระแส Risk Off ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรยิ่งขึ้น โดยจะเห็นผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลาง-ยาว ทั่วโลกปรับตัวลดลงโดยเฉพาะในสหรัฐ และอาจลามมาทั่วโลกรวมถึงในไทย

สิ่งที่ผู้เขียนกังวลคือ หากกระแส Risk Off ที่มีอยู่ต่อเนื่องเช่นนี้ อาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันลดลงอยู่ต่อเนื่อง และอาจกระทบทำให้กระแสเงินฝืด (Deflation) กลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ซึมเซาทั่วโลก

สำหรับภาคการเมืองนั้น ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือการเมืองในอังกฤษ และการเมืองโลก โดยการเมืองในอังกฤษนั้น กระแสการลาออกของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ทำให้ความไม่แน่นอนมีมากขึ้น โดยแม้ว่าการลาออกของนายคาเมรอน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นผู้ที่รณรงค์ให้อังกฤษยังอยู่ในยุโรป ดังนั้นจึงไม่เป็นการถูกต้องนักที่จะเป็นตัวแทนคนอังกฤษในการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป

แต่การลาออกจะทำให้ภาพผันผวนมากขึ้น เนื่องจากจะไม่ทราบว่าใครจะมาเป็นผู้นำอังกฤษคนต่อไป (โดยมีการคาดการณ์กันว่าอาจเป็นนายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ที่เป็นหัวหอกฝั่งสนับสนุน BREXIT) และถ้าผู้นำคนนั้นสนับสนุนให้อังกฤษใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวกับยุโรป ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ของอังกฤษสนับสนุนให้อังกฤษใช้ท่าทีที่โอนอ่อนต่อยุโรป

ความขัดแย้งระหว่างผู้นำรัฐบาลคนใหม่ และรัฐสภาอังกฤษนี้ อาจทำให้ต้องมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะนำความไม่แน่นอนมาสู่อังกฤษมากขึ้น และอาจทำให้ในสองปีแรก อังกฤษอาจต้องยุ่งกับการเมืองภายในจนไม่สามารถเจรจากับทางยุโรปได้

ในส่วนการเมืองโลกนั้น เป็นไปได้เช่นที่ความไม่แน่นอนจะมีมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกระแสอนุรักษ์นิยมสุดโต่งได้รับคะแนนนิยมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากหลายประเทศที่เริ่มพูดถึงประเด็นจะออกจากยุโรปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สเปน และอิตาลี

แต่ความเสี่ยงเชิงการเมืองที่สำคัญที่สุด คือโอกาสที่นายโดนัลด์ ทรัมพ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งมีแนวนโยบายขวาจัดแบบคลั่งชาติ อาจมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้ประธานาธิบดี เนื่องจากนายทรัมป์เป็นผู้สนับสนุนกระแส BREXIT อย่างชัดเจน ซึ่งหากนายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว อาจทำให้กระแสนโยบายเศรษฐกิจแบบขวาจัด เช่น การตั้งกำแพงภาษี การก่อสงครามทางการค้า มีความเป็นไปได้ในอนาคต

ในส่วนสุดท้ายได้แก่ภาคเศรษฐกิจโลก เป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง โดยแม้ว่าอังกฤษจะไม่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เท่ากับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี แต่ความผันผวนทางการเงินที่มีมากขึ้นในอนาคต รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการค้าการลงทุนระหว่างอังกฤษและนานาประเทศ ย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหากในกรณีเลวร้าย หากวิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง โอกาสที่เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจะฟื้นตัวก็ยิ่งห่างไกลขึ้น

ความเสี่ยงที่มีรอบด้านเช่นนี้ นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง