'พร้อมเพย์' แผนดึงเอสเอ็มอีเข้าระบบ

'พร้อมเพย์'  แผนดึงเอสเอ็มอีเข้าระบบ

แม้เหล่านายแบงก์จะออกมายืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบ

จากการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ที่มีสมาชิกเป็นธนาคารพาณิชย์ 15 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่งที่รับเงินฝาก พร้อมเปิดให้บริการโครงการระบบการชำระเงินแบบเอนี่ ไอดี (Any ID) ซึ่งเป็นการโอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “พร้อมเพย์” (PromptPay) โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.2559

บริการดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชั่นแนล อี เพย์เม้นท์) เพื่อพัฒนาระบบชำระเงินและลดต้นทุนการใช้เงินสด ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว

สะท้อนผ่านการออกมายืนยันของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารธนชาต ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT และบมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป หรือ LHBANK เป็นต้น ส่วนใหญ่พูดในทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากบริการพร้อมเพย์ เพราะเป็นธนาคารขนาดกลางที่มีธุรกรรมทางการเงินน้อยกว่าแบงก์ขนาดใหญ่

แต่ “ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์พาณิชย์ ก็ยังปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนกังวลว่า แบงก์จะมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของแบงก์ เพราะธนาคารพาณิชย์บางแห่งมี รายได้จากค่าธรรมเนียมในสัดส่วนที่สูง” ท่ามกลางดอกเบี้ยเงินฝากต่ำในปัจจุบัน 

กูรูตลาดเงินตลาดทุนหลายราย วิเคราะห์ทิศทางเดียวกันว่า ลำพังแบงก์ต้องปรับตัวในการทำธุรกิจ เพื่อรับกระแสเทคโนโลยีฟินเทค ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทำงานไม่ง่ายแล้ว ล่าสุดภาครัฐออกบริการ “พร้อมเพย์” อาจกดดันให้แบงก์ทำงานยากขึ้นไปอีกสเต็ป เพราะรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เป็นตัวทำเงินมหาศาล สำหรับบางแบงก์จะหดหายไป 

ผลกระทบจากบริการดังกล่าว อาจทำให้แบงก์บางแห่งจำต้องปรับตัวเอง ซึ่งการลดดอกเบี้ยเงินฝาก ถือเป็นทางออกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันอาจเห็นวงการแบงก์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในอนาคตก็เป็นได้ 

กำไรแบงก์น้อยลง ไม่แปลกที่จะเห็นราคาหุ้นกลุ่มแบงก์พาเหรดกันปรับตัวลดลง อนาคตอาจเห็นแบงก์ทยอยปิดสาขา เพราะสัดส่วนการทำรายการผ่านออนไลน์จะมากขึ้นเรื่อยๆ” 

ทว่า หากมองวัตถุประสงค์ลึกๆของการออกมากระตุ้นให้เกิดการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐจะพบว่า บริการดังกล่าวต้องการลด “การฟอกเงิน” และดึง “กลุ่มเอสเอ็มอี เข้าสู่ระบบภาษี เพื่อขยายฐานการเก็บภาษี ซึ่งบริการดังกล่าวอาจทำให้คนที่เคยยึดอาชีพอสิระเป็นงานหลัก จำเป็นต้องกลับมาทำงานประจำก็เป็นได้ 

รัฐบาลชุดนี้เก่ง สะท้อนผ่านการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีโดยไม่รู้ตัว ถือเป็นการปฏิรูประบบการชำระเงินใหม่ที่ใช้ได้ผล

เมื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ถูกดึงเข้าระบบฐานภาษีมากขึ้น และรัฐบาลสนับสนุนการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อขยายฐานภาษี แน่นอนว่า งานด้านบัญชีคงเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีหลายแห่งดำเนินธุรกิจโดยไม่จัดทำบัญชี ล่าสุดเริ่มเห็นธุรกิจสตาร์ทอัพ แตกตัวออกไปทำงานด้านการจัดทำบัญชีบ้างแล้ว