FinTech: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนสู่ก้าวย่างต่อไป

FinTech: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนสู่ก้าวย่างต่อไป

การพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ผนวกกับกระแสการเติบโตของธุรกิจดิจิตอล

นำมาซึ่งความหวังของภาครัฐที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านการติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ด้วยการมุ่งเน้นนโยบายสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพในยามที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกล้วนแล้วแต่เผชิญข้อจำกัดในการเติบโต โดยนิยามของธุรกิจสตาร์ทอัพ คือธุรกิจเกิดใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยแนวคิดที่แตกต่าง โดยใช้กระบวนการและนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใคร สามารถทำซ้ำ (Repeatable) ขยายตลาด (Scalable) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth)

ขณะเดียวกัน ธุรกิจการเงินถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่ต้องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อปิดช่องว่างการให้บริการทางการเงินในปัจจุบันที่ยังติดกับการให้บริการในรูปแบบดั้งเดิม อีกทั้งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง โดยกลุ่มสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีมาใช้ประยุกต์กับการให้บริการธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ มักถูกเรียกรวมกันว่าFinancial Technology หรือ FinTech (ฟินเทค) ซึ่งข้อมูลจาก Accenture ร่วมกับ CB Insight (2015) ระบุว่า ในปี 2558 การลงทุนในธุรกิจฟินเทคของตลาดโลก มีมูลค่าสูงราว 22.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของมูลค่าการลงทุนในฟินเทค 2 ปีล่าสุดที่สูงถึงระดับ 126% ช่วยตอกย้ำถึงกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจฟินเทคในตลาดโลกท่ามกลางการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค

ส่วนสถานการณ์ฟินเทคไทยในปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น เพราะแม้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จะมีการจัดตั้งและพัฒนาฟินเทคสัญชาติไทยเพิ่มมากขึ้น และเริ่มกระจายไปในรูปแบบของการให้บริการทางการเงินที่มีความหลากหลาย แต่จำนวนผู้ใช้บริการและจำนวนฟินเทคที่ประสบความสำเร็จยังอยู่ในระดับที่จำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณธุรกรรมการเงินทั้งระบบ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากความไม่พร้อมในหลายด้านทั้งตัวฟินเทค ผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ดังนั้น โจทย์สำคัญของทางการไทย คงอยู่ที่ “จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจฟินเทคสัญชาติไทยอย่างไร ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และมีจุดยืนในตลาดโลก ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากธุรกิจฟินเทคทั่วโลก” เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตของธุรกิจฟินเทคไทยอาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ นอกเหนือจากการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก่อนที่ไทยจะตกขบวนเทคโนโลยีโลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ เพื่อให้ผลการดำเนินนโยบายด้านฟินเทคของรัฐบาลไทยเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมและสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย การเรียนรู้ประสบการณ์ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการสนับสนุนธุรกิจฟินเทคและสตาร์ทอัพ ถือเป็นหนึ่งในทางลัดที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนานโยบายด้านฟินเทคของไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามี 4 มิติสำคัญที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสตาร์ทอัพและฟินเทค ได้แก่

1) การสนับสนุนจากภาครัฐ (Government Support) ครอบคลุมการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Benefit) ในด้านต่างๆ และนโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานหรือผู้ประกอบการที่ยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน ตลอดจนกลุ่มธุรกิจเงินร่วมลงทุน และแรงงาน มีศักยภาพจากต่างชาติ (Talents)

2) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Funding Support) ในทุกขนาดธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ (Seed Stage) จนถึงระดับขยายขนาดธุรกิจ (Growth Stage) ทั้งแหล่งเงินทุนของภาครัฐและภาคเอกชน

3) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพที่ครบวงจร ตลอดจนความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทางด้านไอทีและเทคโนโลยี

และ 4) ความพร้อมของตลาดแรงงานและการศึกษา (Workforce and Academic Support) สำหรับดึงดูด Talents สร้างผู้ประกอบการรายใหม่และรองรับการขยายตัวของธุรกิจฟินเทคอันนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อทางการไทยทั้งในระยะสั้น-ระยะยาว เพื่อสนับสนุนธุรกิจฟินเทคไทย ให้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้ในทุกระยะของจักรธุรกิจ ดังนี้

ข้อเสนอแนะด้านที่ 1 การสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเริ่มต้นจากการจัดทำ Roadmap หรือแผนยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาฟินเทคที่ชัดเจน พร้อมสื่อความถึงบทบาทและหน้าที่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานทางการเดินหน้าพัฒนาฟินเทคในทิศทางเดียวกัน ควบคู่ไปกับปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพและฟินเทค ทั้งอุปสรรคจากกฎเกณฑ์ที่ไม่ใช่ภาษี และอุปสรรคทางภาษี รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนากระบวนการทำงานต่างๆ ของภาครัฐ (Gov Tech และ Reg Tech) นอกจากนั้น อาจจัดตั้ง One-Stop Service Center และกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก เพื่อสนับสนุนบริการภาครัฐที่จำเป็นสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพและฟินเทคในทุกมิติ

ข้อเสนอแนะด้านที่ 2 การสนับสนุนด้านเงินทุน โดยเริ่มต้นจากการปรับปรุงกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนและเคลื่อนย้ายเงินทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพและฟินเทค รวมถึงผู้ลงทุนในธุรกิจดังกล่าว ทั้งเกณฑ์ด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ด้านการจดทะเบียนเพื่อเข้าระดมทุนในตลาดทุน และด้าน Capital Gain Tax พร้อมผลักดันให้มีเครื่องมือในการระดมทุนใหม่ๆ อาทิ Employee Stock Option Plan (ESOP) หรือ Convertible Debts ในธุรกิจขนาดเล็ก ดังเช่นสตาร์ทอัพและจัดตั้ง Matching Funds โดยเป็นเงินร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ นอกจากนั้น ภาครัฐควรสร้างพื้นที่ระดมทุน หรือ Market Place ให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพและฟินเทคพร้อมกระตุ้นความต้องการลงทุน (Demand) จากฝั่งผู้ลงทุนในประเทศ

ข้อเสนอแนะด้านที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการฟินเทค ทั้งการเข้าถึงระบบ Special IT อาทิ การเข้าถึง Open API, Incubators/ Accelerators ที่มีคุณภาพ รวมถึง Mentors ที่มีประสบการณ์ในทุกระยะของวัฏจักรธุรกิจพร้อมจัดตั้ง Startup District หรือ Community ที่มีความพร้อมขององค์ประกอบ และ 2) การเพิ่มอุปสงค์สำหรับผู้บริโภคในประเทศ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของธุรกิจฟินเทคไทยด้วยการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีให้กับผู้บริโภคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทัง้เพิ่มการเข้าถึง IT Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการใช้บริการของผู้บริโภค

ข้อเสนอแนะด้านที่ 4 แรงงานและการศึกษา ประกอบด้วย 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1) โครงการระยะสั้น ผ่านการเพิ่มจำนวนและดึงดูด Talents ทั้งชาวไทยในต่างประเทศ และชาวต่างชาติ ด้วยการสร้างแรงจูงใจด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน แรงจูงใจทางภาษี รวมถึงความสะดวกและยืดหยุ่นทางด้าน VISA และ Work Permit ขณะที่ 2) โครงการระยะยาว ด้วยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาสำหรับ Training Courses หรือในระดับอุดมศึกษาให้มีความเหมาะสมมากขึ้นซึ่งรวมถึงการเพิ่มหลักสูตรเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ทั้งนี้ เพื่อให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาฟินเทคเป็นไปได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ทางการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงต้องกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สอดคล้องกันในระดับโครงการและภาพรวม จากนั้น จึงนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินผลความก้าวหน้าเทียบกับ KPI โดยหากปรากฏปัญหาซึ่งอาจกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ ก็คงจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการปรับปรุงการดำเนินงาน หรือทบทวนแผน เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ตั้งต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมมือกันผลักดันแผนงานให้ปรากฏความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ก็คงช่วยนำพาให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากแผนงานดังกล่าว และส่งผลดีต่อมูลค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 ----------------------

ขัตติยา อินทรวิชัย