Brexit 23 มิถุนายน : เตรียมรับความผันผวนแปรปรวน

Brexit 23 มิถุนายน : เตรียมรับความผันผวนแปรปรวน

สัปดาห์นี้ข่าวใหญ่ที่สุดของโลก

 เห็นจะเป็นการลงประชามติของคนอังกฤษ ว่าจะยังอยู่กับสหภาพยุโรปหรือไม่

วันที่ 23 มิ.ย.นี้ เป็นวันตัดสินชะตากรรม และโพลล่าสุดดูเหมือนจะยังให้คะแนน Yes กับ No สูสีคู่คี่กันอย่างยิ่ง

บางโพลเมื่อสัปดาห์ก่อนบอกด้วยซ้ำว่า คนที่หนุนให้แยกตัวที่เรียกว่า Brexit (ย่อจาก Britain Exit) นำห่างถึง 10 จุด

หากอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปหรือ European Union (EU) ที่มีสมาชิกอยู่ 28 ชาติก็จะเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะมีผลต่อทั้งโลกรวมทั้งไทยเราด้วย

ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนมาหลายวันแล้ว ยิ่ง IMF ทำนายว่าหากอังกฤษผละจากสหภาพยุโรป อาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักชัน ก็ยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลสูงยิ่ง

เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปี สหภาพยุโรปได้รวมตัวกันเป็น ตลาดเดียว ดังนั้น การค้าขาย เดินทาง ลงทุนและการติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างเรากับ 28 ประเทศก็ถือเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีกติกาที่แบ่งแยกแตกต่างกันออกไป

หากอังกฤษถอนตัวออกจาก EU เราก็ต้องมาตั้งหลักใหม่ และจะต้องพร้อมจะรับผลที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกับยูโรหรือปอนด์ หรือนโยบายการลงทุนและค้าขายที่จะแปลกและแตกต่างออกไป

ทำไมอังกฤษต้องทำประชามติเรื่องจะอยู่หรือแยกตัวจากอียู?

เพราะนายกฯ เดวิด คาแมรอน รับปากไว้หากได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้นำประเทศเมื่อปีที่แล้ว เขาจะจัดให้มีการลงประชามติเรื่องนี้

เหตุที่ต้องรับปากก็เพราะมีเสียงเรียกร้อง จากพรรคอนุรักษ์นิยมของเขาเองและพรรค UK Independence Party (UKIP) ที่อ้างว่าตั้งแต่ปี 1975 อันเป็นปีที่ลงประชามติให้อังกฤษเข้าร่วมอียู คนอังกฤษก็ยังไม่เคยได้มีสิทธิแสดงความเห็นเรื่องนี้อีก

เหตุที่มีความรู้สึกว่าต้องมีการออกเสียงเรื่องนี้อีกครั้ง ก็เพราะคนอังกฤษรู้สึกว่าระยะหลังนี้อียูมีกฎกติกาใหม่ๆ ที่เข้ามากำหนดและควบคุมวิถีชีวิตของพวกเขามากขึ้นทุกที

นายกฯคาแมรอนต้องยอมตามแรงกดดันนั้น และรับปากว่า ถึงเวลาแล้วที่คนอังกฤษจะมีสิทธิมีเสียงเรื่องนี้ ถึงเวลาที่ประเด็นเรื่องยุโรปจะได้ตกผลึกในแวดวงการเมืองของอังกฤษเสียที...”

EU มีความพยายามจะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจของทั้ง 28 ประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียว มีอุปสรรคการไปมาหาสู่กันให้น้อยที่สุด อีกทั้งมีเงินสกุลยูโรของตน มีรัฐสภาของตน และในระยะหลังอียูวางกฎเกณฑ์ที่ประเทศสมาชิกทั้งมวล ต้องทำตามเหมือนกันหมดเช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การขนส่ง สิทธิผู้บริโภคและแม้กระทั่งเรื่องค่าโทรศัพท์มือถือ

เงินยูโรใช้ใน 19 ของ 28 ประเทศ แต่อังกฤษยังใช้เงินสกุลปอนด์ สเตอร์ลิงของตนมาตลอด

ถามว่าใครต้องการจะให้อังกฤษออกจากอียู?

คำตอบคือแกนหลักได้แก่พรรค UKIP ได้รณรงค์เรื่องนี้มาตลอด เลือกตั้งครั้งที่ผ่านก็ได้คะแนน 4 ล้านเสียงซึ่งเท่ากับ 13% ทำให้เกิดกระแสให้อังกฤษผละออกจากอียู

มิหนำซ้ำ ประมาณครึ่งหนึ่งของ ส.ส. พรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นรัฐบาลขณะนี้ รวมถึงรัฐมนตรีอย่างน้อย 5 คน บวกกับส.ส. พรรคกรรมกรฝ่ายค้านอีกจำนวนหนึ่ง ก็ได้แสดงจุดยืนที่จะให้อังกฤษออกจากอียูเช่นกัน

เหตุผลของฝ่ายนี้คืออียูทำให้อังกฤษย่ำอยู่กับที่ เพราะมีกฎเกณฑ์มากมายหลายข้อ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของอังกฤษ และค่าสมาชิกปีละหลายพันล้านปอนด์ ที่ไม่มีอะไรกลับมาเป็นผลดีต่ออังกฤษ

อีกเหตุผลหนึ่งคือการที่อังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของอียู ทำให้จำนวนคนอพยพมาพำนัก และทำงานในอังกฤษอย่างง่ายดาย เพราะภายใต้กฎของอียูนั้น ผู้คนที่เป็นสมาชิกสามารถเข้าออกได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องมีวีซ่า

คนอังกฤษจำนวนหนึ่งไม่ต้องการให้อังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของอียูที่ทำท่าว่าจะ “รวมชาติ” กันอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น จนอาจกลายเป็น สหรัฐยุโรป ขึ้นมา

ใครอยากให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อ?

แน่นอนว่านายกฯเดวิด คาแมรอนเป็นแกนหลักเรื่องนี้ และได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐมนตรีของเขาอย่างน้อย 16 คน พรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นรัฐบาลประกาศว่าจะทำตัวเป็น “กลาง” ในเรื่องนี้ แต่พรรคกรรมกรฝ่ายค้านและพรรคกลางกับพรรคเล็ก ประกาศว่าจะหนุนให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศจุดยืนแล้วว่าอังกฤษควรจะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป แกนสำคัญของอียูอย่างเยอรมันนีและฝรั่งเศส ก็ต้องการให้อังกฤษยังอยู่ร่วมวงต่อ

เหตุผลของฝ่ายอยู่ต่อคืออังกฤษสามารถขายของให้สมาชิกอียูอื่น ๆ ง่ายขึ้น และคนที่อพยพมาจากประเทศอื่นในอียูนั้นส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาว มีความรู้ความสามารถ จึงช่วยเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อังกฤษ และมาช่วยเสียภาษีเพื่อดูแลสาธารณูปโภคของอังกฤษด้วย

ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะเอเซียควรจะมองเรื่องนี้อย่างไร? พรุ่งนี้ว่าต่อครับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกว้างไกลไปทั่วโลกเช่นกัน