3 หญิง 3 วิถี‘ประชาธิปไตย’

3 หญิง 3 วิถี‘ประชาธิปไตย’

เป็นสามรสชาติ สามวิถี ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสำหรับนางฮิลลารี คลินตัน นางอองซาน ซูจี และนางสาวยิ่งลักษณ์

ชินวัตร บนเส้นทางอำนาจทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ทั้งสามได้ก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดกว่าที่ผู้หญิงคนไหนในทั้งสามประเทศเคยได้ลิ้มรสมาก่อน ไม่ว่า (รัฐ) ธรรมนูญอันเป็นแม่บทของ”ประชาธิปไตย”ในแต่ละประเทศของใครร่างมาดีหรือไม่ดีอย่างไร เป็น “ประชาธิปไตย” หรือไม่เพียงไร หรือว่าของใครเป็น”ประชาธิปไตย”มากกว่าใคร ถึงขนาดบางฉบับเขียนไว้ว่าผู้หญิงมีสามีต่างชาติไม่สามารถเป็นประธานาธิบดี แต่ในที่สุดประชาชนก็ยังเลือกผู้หญิงมีสามีต่างชาติเป็นตัวแทนไปต่อรองอำนาจทางการเมืองอยู่ดี

เปรียบมวยกันแล้ว นายกฯหญิงคนแรกของไทย ‘สบายกว่ากันเยอะกันเลย’ จากอาชีพบริหารงานขายธุรกิจโทรศัพท์ของครอบครัว ขึ้นเวทีหาเสียงเพียง 49 วัน หญิงไทยคนหนึ่งก็ได้ก้าวสู่ตำแหน่งอำนาจสูงสุดทางการเมือง

เพียงแต่ว่าสภาวการณ์‘สบายกว่ากันเยอะเลย’ เช่นนี้ จะเกิดขึ้นอีกไหม จะเป็นวิถีที่ยั่งยืนหรือไม่สำหรับหญิงไทย

ในทั้งสามประเทศ และที่จริงก็เหมือนๆ กันในทุกประเทศทั่วโลก ผู้หญิงน้อยคนเป็นนักการเมือง และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะประสบความสำเร็จ ก้าวสู่จุดสูงสุดที่ผู้หญิงไม่เคยไปถึงมาก่อนบนเส้นทางนี้

สหรัฐมีนักการเมืองชายเป็นร้อยที่เคยได้เป็นตัวแทนของพรรคในการลงแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ระบบประชาธิปไตยของสหรัฐกว่าจะมีผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งเดียวกันนี้ ก็เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง คือนางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต

ทั้งเมียนมาร์และไทยเสียอีก ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจทหารมีบทบาทอย่างมากบ้าง เจือจางลงไปบ้าง มีระบอบประชาธิปไตยที่อายุน้อยกว่าสหรัฐราวรุ่นหลานกับรุ่นเทียด อีกทั้งวิพากษ์กันมากว่ารัฐธรรมนูญตลอดจนกระบวนการต่างๆ ไม่เป็น ”ประชาธิปไตย” ตรงนั้นตรงนี้ แต่กลายเป็นว่ามีผู้หญิงก้าวสู่ตำแหน่งสูงๆ ทางการเมืองได้เร็วกว่าเสียอีก

ทั้งนางฮิลลารี คลินตัน และนางอองซาน ซูจี ใช้เวลายาวนานเกินหนึ่งหรือสองทศวรรษ ต่อสู้ฝ่าฟันความยากลำบากนานัปการกว่าจะพิสูจน์ตนเอง สะสมชัยชนะ

โดยเฉพาะนางอองซาน ซูจี ที่วิถีทางต่อรองทางการเมืองเต็มไปด้วยการต่อสู้อย่างทรหดด้วยสันติวิธีในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารมาเป็น ”ประชาธิปไตย” ยอมเอาชีวิตอิสรภาพส่วนตัวและครอบครัว เข้าแลกด้วยการยอมถูกรัฐบาลเผด็จการจำกัดบริเวณ (house arrest) เป็นช่วงๆ ถึง 14 ปี

ส่วนนางคลินตันนั้น เธอแทบจะหืดขึ้นคออยู่แล้วตลอดมาจนถึงโค้งสุดท้าย แม้จะเริ่มและสะสม”ประสบการณ์”ทางการเมืองมาอย่างกินขาดนักการเมืองสตรีทุกคนในสหรัฐ ผู้เคยสมัครชิงตำแหน่งตำแหน่งประธานาธิบดี อุปสรรคที่เธอฝ่าฟันมีทั้งของเดิมๆ และของใหม่

นอกเหนือจากคุณสมบัติความเก่งของตัวเธอเองที่สุดจะไร้เทียมทานคนหนึ่งมาตลอดชีวิต ทั้งการศึกษา ความสำเร็จในอาชีพทนาย นางคลินตันมีจุดเด่นจุดขายที่มี “ประสบการณ์” (experience) ทางการเมืองอย่างเหลือล้น นับถอยหลังจากตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยแรกของประธานาธิบดีบารัค โอบามา การเป็นวุฒิสมาชิกกรุงนิวยอร์ก ย้อนไปจนถึงประสบการณ์ในฐานะภรรยาเคียงข้างสามีคือนายบิล คลินตัน ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองจนประสบความสำเร็จตำแหน่งประธานาธิบดี ผจญมรสุมการเมืองจากคู่ชีวิต “นอกใจ” ในขณะที่เธอเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งในสมัยก่อนหน้าเธอยังไม่มีสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนใดต้องประสบ

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือเรื่องชู้สาวของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ แต่การเมืองและศีลธรรมแห่งยุคสมัยยังไม่ได้เดินมาถึงจุดที่ประธานาธิบดีจะต้องถูกเอาผิด (impeachment) ต่อตำแหน่งทางการเมือง เรียกได้ว่านางคลินตันถูกทดสอบทำข้อสอบต่อรองอำนาจทางการเมืองบนเส้นทางทำเนียบขาวมาอย่างโชกโชนที่สุดแล้ว

กระนั้น ถึงจะพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติและประสบการณ์ตลอดจนการสนับสนุนในพรรคและมีเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากพอ นางคลินตันในฐานะผู้หญิงที่พยายามก้าวไปสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ก็ไม่ได้ ”นอนมา” แต่อย่างใดเลย

ตรงกันข้ามเสียอีก ในความได้เปรียบทางการเมืองที่นางคลินตันมี เพราะได้เสียงสนับสนุนจากผู้นิยมสิทธิเสมอภาค มีสิทธิหวังพึ่งเสียงจากชาวอเมริกันผิวดำที่เคยเทคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีโอบามาในฐานะที่เธอเป็นตัวแทนของพรรคเดียวกัน เธอก็ต้องมาพบความเสียเปรียบทางการเมืองที่นักการเมืองหญิงเท่านั้นจะต้องเจอะเจอ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ต้องต่อสู้ชิงชัยดุเดือดมากขึ้นทุกที ทั้งกับคู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน และในระหว่างผู้สมัครพรรคเดียวกันที่จะได้รับเลือกและแต่งตั้งเป็นตัวแทนของพรรค ในการลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45

สองสามหน่วยงานที่ติดตามศึกษาพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้ง พบว่าหากมีกรณีจับได้ว่าไม่ซื่อ (dishonest) ไม่น่าไว้วางใจ (untrustworthy) จะส่งผลเสียรุนแรงต่อนักการเมืองหญิงมากกว่านักการเมืองชาย อีกทั้งยากกว่าหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่นักการเมืองหญิงจะหวนกลับมาสู่ตำแหน่งแห่งที่เดิมได้อีก ซึ่งสำหรับนักการเมืองชายมีความเป็นไปได้มากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือนักการเมืองหญิงเมื่อมีราคี จะเป็นเรื่องคาวหรือไม่คาว เพียงแค่ถูกสงสัยว่ามีราคีใดๆ ก็จะถูกสังคมลงโทษไม่เป็นที่ยอมรับหนักกว่านักการเมืองชาย มีรูปธรรมเกิดขึ้นหลายกรณีแล้วในสหรัฐ

คำอธิบายพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้งของคนอเมริกันเช่นนี้ ต้องส่งผลแน่นอนทั้งทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แก่ทั้งสองพรรคในการรุกและรับ นางคลินตันมีแผลเปิดอยู่เรื่องใช้อีเมล์ส่วนตัวติดต่อราชการขณะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

น่าติดตามดูตาไม่กระพริบทีเดียว พฤติกรรมการออกเสียงครั้งต่อไปของสังคมไทย หากอดีตนายกฯหญิงลงสมัครรับเลือกตั้ง