ว่าด้วยเรื่องประชามติ Brexit อีกรอบ

ว่าด้วยเรื่องประชามติ Brexit อีกรอบ

ในสัปดาห์นี้ความร้อนแรงของข่าวภายในประเทศ นอกจากเรื่องของคดีพระธรรมชโยแล้ว ก็จะมีเรื่องของการลงประชามติ

รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2559 ที่มีประเด็นกลุ่ม นปช ประกาศจะจัดตั้งศูนย์ปราบโกงการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงขึ้นมาทั่วประเทศในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ กลุ่มผู้ตั้งตัวขึ้นปราบปรามโกงครั้งนี้ ที่เป็นแกนนำ นปช มีการมองว่ามีต้นทุนทางความเชื่อถือต่ำ เพราะคนในกลุ่มนี้หลายคนมีคดีอยู่ระหว่างการฟ้องร้องของศาลในหลายคดี ตัวอย่างเช่น การบุกรุกโรงแรมเข้าทำลายการประชุมผู้นำเอเปกที่พัทยา บ้างก็เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เผาทำลายศูนย์การค้าและอื่นๆ หลายแห่ง มีบางคนที่ประกาศชัดเจนให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงในขณะนั้นว่า ให้เผาเลย ผมรับผิดชอบเอง

ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงจึงไม่น่าที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แต่ภาพลักษณ์กลับเป็นการก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองอีกระลอกหนึ่ง นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะชักชวนให้ต่างชาติทั้งสหภาพยุโรป และสหประชาชาติ เข้ามาเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ เป็นการยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศของไทย หากเกิดความไม่สงบในประเทศขึ้นอีก คสช ก็อาจจะไม่เดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ที่จะให้มีการเลือกตั้งในปีหน้า

ส่วนเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากความคึกคักของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปแล้ว ก็จะมีข่าวเรื่องการทำประชามติของอังกฤษ หรือ Brexitที่จะให้ประชาชนลงมติว่าจะยังคงต้องการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2559 ที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลกในเวลาที่เหลือเพียง 1 สัปดาห์ เพราะผลการลงประชามติในครั้งนี้จะมีผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งจะมิได้มีเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น แต่อาจจะมีผลกระทบระยะยาวที่นานนับสิบปีข้างหน้าได้ ทั้งผลกระทบต่อประเทศอังกฤษและตัวสหภาพยุโรปเอง และความกังวลก็จะเพิ่มมากขึ้นเพราะเมื่อยิ่งวันลงประชามติมากขึ้น ผลการหยั่งเสียงที่พบว่า ชาวอังกฤษสนับสนุนการออกจากสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ตัวอย่างผลการสำรวจของไฟแนนเชียลไทม์ส ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนนี้พบว่า เสียงสนับสนุนให้ลาออกคิดเป็นร้อยละ 47 เสียงสนับสนุนให้คงอยู่เหลืออยู่เพียงร้อยละ 44 เท่านั้น และอีกประมาณร้อยละ 10 ที่ยังไม่ตัดสินใจ

ความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทำให้ตลาดหุ้นทั้งลอนดอน และประเทศในสหภาพยุโรป หรือแม้สหรัฐอเมริกาเองต่างปรับตัวลดลง รวมไปถึงความผันผวนของค่าเงินทั้งเงินปอนด์และเงินสกุลยูโรที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ หรือค่าเงินเยน กระแสของเงินเงินทุนได้หันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงประเภทพันธบัตรและทองคำ เพื่อรอความชัดเจนของผลการโหวตที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้านี้

สำหรับผู้สนับสนุนให้ลาออกจากสหภาพยุโรปนั้นจะมีอยู่สองประเด็นหลัก คือ ค่าใช้จ่ายของอังกฤษที่เป็นสมาชิกของสมาชิกยุโรปที่มีการประเมินกันว่าเป็นเงินประมาณ 19.1 พันล้านปอนด์ต่อปี แต่กลุ่มที่ต่อต้านก็ได้คัดค้านว่า อังกฤษเองก็ได้ประโยชน์กลับคืนในรูปแบบต่างๆ ทำให้เงินที่ต้องจ่ายให้สหภาพยุโรปในปี 2014/15 สุทธิเพียง 8.8 พันล้านปอนด์เท่านั้น ทั้งนี้อังกฤษเป็นประเทศผู้จ่ายเงินอุดหนุนให้สหภาพยุโรปเป็นอันดับที่สามรองจากประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนี ในขณะที่ประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในปี 2014/15 คือประเทศโปแลนด์ ตามมาด้วยฮังการีและกรีซ

เรื่องนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าชาวอังกฤษส่วนหนึ่งย่อมไม่พอใจที่จะต้องนำเงินงบประมาณจากภาษีไปช่วยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แทนการนำมาใช้จ่ายช่วยเหลือชาวอังกฤษเอง

ประเด็นใหญ่อีกเรื่องคือ การอพยพของแรงงานรวมถึงสวัสดิการของแรงงานต่างด้าวที่จะได้รับนั้น ทำให้ชาวอังกฤษรู้สึกว่าถูกแย่งตำแหน่งงานจากแรงงานต่างด้าว ข้อมูลพบว่ามีแรงงานต่างด้าวจากประเทศในยูโรปอพยพเข้ามาทำงานปีละประมาณ 250,000 คน ในขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่างยังคงต้องการให้อังกฤษยังคงสมาชิกภาพไว้ เพื่อความมั่นคงและความเป็นหนึ่งเดียวกันในการเป็นตลาดเดียวที่สำคัญของโลก ซึ่งถ้าหากอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งจะกระทบต่อการค้าและการลงทุน ที่อังกฤษเป็นศูนย์กลางตลาดการเงินที่สำคัญลำดับต้นๆ ของโลก อาจจะทำให้บริษัทการเงินย้ายฐานออกจากอังกฤษที่ธนาคารและวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของโลกทั้ง HSBC และเจพี มอร์แกน จะมีแนวโน้มว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากลอนดอน

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้เขียนคิดว่า การออกจากสหภาพยุโรปน่าจะทำให้ทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรปต่างก็อ่อนแอลง และที่น่าเป็นห่วงคือ แม้ว่าหากผลประชามติออกมาว่าให้อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป แต่ยังมีกระบวนการขั้นตอนตลอดจนเงื่อนไขที่จะต้องดำเนินการที่ต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 2 ปี ซึ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ ยิ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตลาดการเงินของโลกที่จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน