เมื่อทูตจีน-มะกันแลกหมัด บนหน้าความเห็นของสื่อ

เมื่อทูตจีน-มะกันแลกหมัด บนหน้าความเห็นของสื่อ

การทูตทะเลจีนใต้ร้อนระอุในช่วงนี้...

 อย่างน้อยก็บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ทั้งจีนและสหรัฐ แสดงจุดยืนของตนอย่างชัดเจนและเด็ดเดี่ยว

บนหน้าบทความเห็นของ The Nationb เมื่อเร็วๆ นี้เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย หนิง ฟู่ขุ่ย เขียนบทความบอกกล่าวอย่างจะแจ้ง ว่าจีนกับอาเซียนควรจะจับมือกัน เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

ตอกย้ำว่าประเทศ ข้างนอกไม่ควรมายุแหย่หรือแทรกแซงเรื่องที่ควรจะได้รับการแก้ไขโดย คู่กรณีโดยตรงเท่านั้น

แม้บทความนี้จะไม่ได้ระบุสหรัฐหรือญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงตรงมา แต่ใครที่ได้อ่านก็คงไม่ต้องสงสัยว่าจีนต้องการจะสื่อสารว่าอย่างไร

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย กลิน เดวีส์ ก็ส่งบทความมายัง The Nation ในหัวข้อเดียวกันยืนยันว่า นิติธรรม หรือ “rule of law” เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

ท่านทูตสหรัฐบอกว่าวอชิงตันไม่ถือหางข้างใด แต่ผู้เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ควรจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติ ไม่ควรที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะทำอะไรฝ่ายเดียว ที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ เช่นการถมเกาะขนานใหญ่และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านทหาร

ทูตสหรัฐเห็นพ้องว่าคำพิพากษา ของอนุญาโตตุลาการถาวรภายใต้อนุสัญญากฎหมายทะเลปี 1982 ที่เชื่อกันว่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้ควรจะเป็นพื้นฐานของการแก้ไขปัญหานี้

แต่ทูตจีนยืนยันนั่งยันว่าจีนจะไม่ทำตามคำพิพากษา เพราะกลไกนี้ไม่มีสิทธิตัดสินเรื่องอธิปไตยแห่งดินแดนในทะเล

ไม่ต้องถามก็รู้ว่าทูตสหรัฐแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงจีน แต่ก็ต้องการจะชี้นิ้วไปที่ปักกิ่งว่านี่คือสาเหตุแห่งปัญหาในทะเลจีนใต้

การทูตจีนเริ่มจะใช้วิธีการสื่อสารกับชาวโลก ผ่านบทความหนังสือพิมพ์อย่างเห็นได้ชัด

เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน เอกอัครราชทูตจีนประจำสหราชอาณาจักรชื่อหลิวเสี่ยวหมิง ก็ส่งบทความไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Daily Telegraph

อ่านแล้วสหรัฐต้องแสบร้อนแสบหนาว เพราะเป็นภาษาที่กร้าวกว่าภาษานักการทูต แบบฉบับที่ท่านทูตจีนและสหรัฐประจำประเทศไทย ใช้ในการตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

ท่านทูตหลิวอัดฟิลิปปินส์อย่างตรงไปตรงมา และเตือน ประเทศข้างนอก (จะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ได้หมายถึงสหรัฐและ/หรือญี่ปุ่น) ว่าการเข้ามายุ่มย่ามในเรื่องนี้เท่ากับเป็น การเล่นกับไฟ

ทูตจีนประจำอังกฤษชี้นิ้วไปที่ฟิลิปปินส์ ว่าเป็นคนยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ด้วยการฟ้องศาลอนุญาโตตุลาการทั้งๆ ที่รู้ว่าจีนไม่ยอมรับศาลนี้อยู่แล้ว

บทความนั้นอ้างว่าเกาะแก่งกว่า 40 แห่งในทะเลจีนใต้ ที่ปักกิ่งอ้างเป็นของตนนั้น ถูกฟิลิปปินส์และประเทศอื่นยึดครองอย่างผิดกฎหมาย

“จีนได้ตอบสนองด้วยความอดทนอย่างสูงสุด เรียกร้องให้มีการเจรจาและปรึกษาหารือกัน เราได้เสนอให้ระงับความขัดแย้งชั่วคราว และหันมาพัฒนาร่วมกันขณะที่รอให้มีทางแก้ปัญหาอย่างถาวร... แต่ฟิลิปปินส์มองเห็นความอดทนของจีนเป็นความอ่อนแอ จึงได้เดินหน้าส่งเรื่องนี้ไปยังศาลอนุญาโตตุลาการ...” บทความของทูตจีนกล่าวหาอย่างหนักหน่วงรุนแรง

แล้วก็ตั้งคำถามอย่างดุดันว่า

ใครจะลงไปในแข่งฟุตบอลในสนามหรือไม่ หากทีมคู่แข่งไปแอบสมรู้ร่วมคิดกับกรรมการ?”

เพราะจีนอ้างว่าการจะไปสู่อนุญาโตตุลาการได้นั้น จะต้องให้ทั้งสองฝ่ายหาทางร่วมกันก่อน แต่การที่อนุญาโตตุลาการเดินหน้าพิจารณาเรื่องนี้ แสดงถึงการขาดความเคารพต่อเจตนารมย์และหลักการของ UN Convention of Law of the Sea หรืออนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลนั่นเอง

ทูตจีนไม่ลังเลที่จะบอกว่า ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะหลายปีที่ผ่านมาประเทศจากข้างนอกประเทศนี้ ได้เพิ่มความเข้มข้นของยุทธศาสตร์ ปรับดุลมาสู่เอเซียและแปซิฟิกมากขึ้นมาตลอด...”

ยังต้องบอกว่าเป็นประเทศไหนอีกหรือ?

การทูตจีนกับมะกันยิ่งวันยิ่งจะดุเดือดขึ้นในสื่อ..ซึ่งยังไงก็ดีกว่าการเผชิญหน้าด้วยเรือรบ และเครื่องบินเหนือทะเลจีนใต้เป็นไหน ๆ