เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งกว่าที่คาดคิด

เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งกว่าที่คาดคิด

ในตลาดการเงิน คนส่วนมากเชื่อว่าข้อมูลที่มาจากประเทศจีนมักจะเชื่อถือไม่ค่อยได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ยุติธรรม

กับจีนเท่าไร ไม่ใช่เพราะข้อมูลจากจีนเชื่อถือไม่ได้ แต่เป็นเพราะข้อมูลจากประเทศอื่นๆ ก็เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลทางการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรปหลายแห่งจะต้องมีการทบทวนหลายครั้งและในระดับที่มากกว่าในอดีต

เรื่องนี้สำคัญเป็นพิเศษต่อนักลงทุนเพราะในระหว่างการทบทวนข้อมูลมักจะเกิดความลำเอียงขึ้น ตั้งแต่สถานการณ์เงินเฟ้อในปี 2010 ตัวเลขการเติบโตมักจะปรับให้สูงขึ้นกว่าที่เคยรายงานไว้เดิม กล่าวได้ว่า มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก และในช่วงปีหลังๆ ข้อมูลที่เคยถูกรายงานว่าไม่น่าพอใจนักกลับถูกทบทวนจนกลายเป็นข้อมูลที่เป็นบวกกว่าที่เคยคาดไว้ การทบทวนทำให้นักลงทุนไม่ต้องตกใจกับตัวเลขต่างๆ

ปัญหาคือ ตลาดการเงินมักจะมีปฏิกิริยากับข้อมูลแรกที่ส่งสัญญาณออกมา ไม่ใช่ข้อมูลที่ผ่านการทบทวนแล้ว ทั้งนี้หมายความว่า โลกมองตลาดการเงินจากข้อมูลที่เป็นแง่ลบกว่าความเป็นจริง ในขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายมักหยิบยกข้อมูลหลังจากการปรับเปลี่ยนใหม่แล้วมาใช้ จึงทำให้ผลวิเคราะห์การเติบโตทางเศรษฐกิจดูมีความหวังและแข็งแกร่งมากขึ้น เมื่อนักลงทุนทำการประเมินสถานการณ์ในอนาคต พวกเขาจะอ้างอิงจากข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการทบทวนซึ่งเป็นพื้นฐานที่ผิด ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มองอนาคตจากมุมมองตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่ผ่านการทบทวนใหม่แล้ว และเป็นมุมมองเชิงบวกมากกว่าตัวเลขครั้งแรก

จุดหนึ่งที่จะเห็นความแตกต่างนี้อย่างชัดเจนคือ การเปรียบเทียบระหว่างภาวะเงินเฟ้อลดลงหรือเงินเฟ้อที่มีค่าเป็นบวกแต่เป็นค่าบวกที่ลดลงเรื่อยๆ(disinflation) และเงินฝืด (deflation) ซึ่งบ่อยครั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐถูกมองว่าอยู่ในภาวะเงินฝืด แต่ความเห็นดังกล่าวมาจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐระหว่างปี 2012 และ 2014 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่มีความพิเศษเพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่เปิดเผยครั้งแรกมักจะต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ราคาสินค้าต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างน่าแปลกใจ ซึ่งสนับสนุนความคิดว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐผิดไป

ความจริงคือ นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้คาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐผิดพลาดแต่อย่างใด แท้จริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์เป็นฝ่ายถูก ในขณะที่ข้อมูลต่างหากที่ผิด การทบทวนตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐมักออกมาในเชิงบวก ในความเป็นจริง ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีรายงานไว้แต่แรกและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ถูกปรับให้ตรงกับที่คาดการณ์ไว้ในที่สุด กรณีนี้ ทำให้เห็นว่าความหวั่นไหวต่อภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองที่แตกต่างกัน นักลงทุนมักกังวลกับตัวเลขการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เล็งเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งและไม่ใส่ใจต่อแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก นักเศรษฐศาสตร์กิจจึงเป็นฝ่ายถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะยอมรับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ในทันที

ความเห็นที่แตกต่างกันนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในมุมของธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอีกหลายแห่ง ผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายเหล่านี้ ซึ่งเห็นความสำคัญของตลาดมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังในเรื่องการกำหนดนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น หรือผ่อนปรนนโยบายการเงิน ทั้งนี้ถ้าผู้กำหนดนโยบายมองว่ามีหน้าที่ในการบริหารเศรษฐกิจโลกก็จะมีแนวโน้มที่จะกำหนดนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

 นี่เป็นเสมือนสงครามระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง กับตลาดที่อยู่กับภาพลวงตาที่เป็นแง่ลบ

-------------------

พอล โดโนแวน

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากยูบีเอส