โต้วาที TPP

โต้วาที TPP

หลังจากที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจประกาศว่าไทยพร้อมเข้าเป็นสมาชิกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (TPP)

โดยจะรับฟังความเห็น (Public Hearing) จากผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนการเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่นั้น กระแสสนับสนุนและคัดค้านเขตการค้าเสรี 12 ประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ก็กระหึ่มขึ้นทันที

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอ 2 มุมมองของผู้สนับสนุนและคัดค้านหลักที่ถือว่ามีน้ำหนัก เพราะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยฝ่ายสนับสนุนหลักได้แก่ Dr.Sudhir Shetty หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก ขณะที่ฝ่ายคัดค้านหลักได้แก่ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์กรการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)

เหตุผลหลักที่ Dr. Shetty แห่งธนาคารโลกสนับสนุนเขตการค้าเสรีแห่งนี้มี 4 ประการ กล่าวคือ หนึ่ง TPP เป็นเขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามหากคิดจากขนาดเศรษฐกิจของสมาชิก (ที่ประมาณ 40% ของเศรษฐกิจโลก) รองลงมาจาก (1) FTAAP หรือเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก 21 ประเทศ ในกรอบ APEC และ (2) TTIP หรือข้อตกลงการค้าการลงทุนในภาคพื้นมหาสมุทรแอตแลนติค

เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่มากเช่นนี้ จะทำให้เกิด “การสร้างการค้า” (Trade Creation) ในกลุ่มประเทศสมาชิก พร้อมๆ ไปกับ “การบิดเบือนทางการค้า” (Trade Diversion) สำหรับประเทศที่เคยค้าขายอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้ประเทศสมาชิกได้ประโยชน์จากการค้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศคู่ค้าเดิมที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเสียประโยชน์ไป และเป็นไปได้ที่จะมีการเปิดรับสมาชิกใหม่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก TPP มีมากขึ้นในอนาคต

สอง TPP เป็นเขตการค้าเสรีแนวใหม่ที่มี “มาตรฐานสูง” เนื่องจากคำนึงประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากการเปิดเสรีการค้า เช่น (1) การเปิดเสรีภาคบริการแบบระบุรายการไม่เปิดเสรี (Negative List) ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเปิดเสรีได้รวดเร็วกว่า (2) ครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ เช่น การค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอล (3) ปรับปรุงกฎข้อบังคับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (4) การคำนึงถึงสวัสดิการแรงงานและสิ่งแวดล้อม และ (5) การจำกัดบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ทำให้ TPP เป็นแม่แบบของข้อตกลงทางเศรษฐกิจในอนาคต

สาม TPP มีแนวโน้มที่จะให้ประโยชน์กับประเทศเล็กมากกว่าประเทศใหญ่ โดยการเข้าร่วม TPP จะทำให้ประเทศเล็ก เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ได้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนที่มากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้นตาม ทำให้การส่งออกของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึง 20-30% ในปี 2573 (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกประเทศสมาชิกที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10%) และทำให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ 8-10% ในช่วงเดียวกัน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 1%)

นอกจากนั้น ผลของ TPP ต่อภาคส่วนเศรษฐกิจของสมาชิกจะมีไม่เท่ากันด้วย กล่าวคือ ในบางกลุ่มประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา มาเลเซีย และเปรู การเข้าร่วม TPP จะทำให้ภาคส่วนเศรษฐกิจที่เน้นแรงงานทักษะสูง (เช่น เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และยานยนต์) มีแนวโน้มที่จะเติบโตดี ขณะที่ในบางกลุ่มประเทศ เช่น เวียดนาม บรูไน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ การเข้าร่วม TPP จะทำให้ภาคส่วนที่เน้นแรงงานทักษะต่ำ (เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และโลหะ) ได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งในประเด็นนี้ในระยะยาว จะทำให้เกิดการโอนย้ายทรัพยากรจากภาคส่วนที่เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์น้อยไปสู่ภาคส่วนที่ได้ประโยชน์มากกว่า (Sectoral Shift)

และ สี่ ผลของ TPP จะทำให้บางประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก TPP เสียประโยชน์ โดยแม้ว่าการที่ TPP กำหนดให้ประเทศสมาชิกมีมาตรฐานด้านการผลิต การค้า ระบบศุลกากรและด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศสมาชิกและประเทศที่มิใช่สมาชิกโดยรวมแล้วก็ตาม แต่ผลจากการบิดเบือนทางการค้าจะทำให้กลุ่มประเทศที่เป็นผู้ส่งออกเดิมเสียประโยชน์ทั้งด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจโดยรวม โดยประเทศที่จะเสียประโยชน์มากที่สุดได้แก่ประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเกาหลีใต้ โดยจะทำให้การส่งออกในกลุ่มประเทศดังกล่าวหายไป 1-3% และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.4-1.0% ในปี 2573

กล่าวโดยสรุป สำหรับมุมมองของธนาคารโลกต่อ TPP คือ เป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นข้อตกลงทางการค้ารุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานสูงกว่าข้อตกลงรุ่นก่อนหน้า ดังนั้น ประเทศที่เข้าร่วมจะได้ประโยชน์ทั้งจากการ “จัดบ้าน” ของตนเองให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และจากภาษีนำเข้าที่ลดลงทำให้เกิดการสร้างการค้าขึ้นในกลุ่มสมาชิก ทำให้เกิดการโอนย้ายทรัพยากรไปสู่ภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพกว่า และทำให้เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้น

ขณะที่เหตุผลของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่เป็นฝ่ายคัดค้านหลักนั้น อาจกล่าวได้โดยสรุปคือ การเจรจาการค้าในรูปแบบพหุภาคี (Multilateral) ในกรอบของ WTO ที่มีสมาชิกจำนวนมาก ครอบคลุมทั่วโลก และปฏิบัติต่อสมาชิกเท่าเทียมกันไม่ว่าใหญ่หรือเล็กนั้น ย่อมดีกว่าการเจรจาในรูปแบบภูมิภาคนิยม (Regionalism) ที่ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น สหรัฐ และญี่ปุ่น (ในกรณี TPP) จะมีอำนาจในการต่อรองเหนือกว่าผู้เล่นรายเล็ก ซึ่งในกรณี TPP นั้น ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ก็จะเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองให้กับประเทศใหญ่โดยเฉพาะสหรัฐในการสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจแข่งกับจีนเท่านั้น

ประเด็นหลักที่เป็นข้อแตกต่างระหว่าง TPP และ WTO คือ WTO มีกลไกในการหารือข้อพิพาททางการค้าหรือที่เรียกว่า Dispute Settlement Body ซึ่งเป็นดั่งศาลทางการค้าที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ TPP กลับเน้นไปที่กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor-State Dispute Settlement: ISDS) ที่ให้อำนาจบริษัทข้ามชาติในการฟ้องร้องรัฐ และอาจทำให้รัฐบาลรวมถึงประชาชนของประเทศเล็กเสียประโยชน์ได้

นอกจากนั้น ดร.ศุภชัยเห็นว่า กลไกต่างๆ ที่ TPP กำหนดมานั้น ส่วนใหญ่เป็นการเอาเปรียบประเทศเล็กที่มีเทคโนโลยี มาตรฐาน รวมถึงระบบในการบริหารจัดการต่างๆ ไม่ทัดเทียมประเทศใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการคำนึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา (ที่ประเทศเล็กมีไม่เท่าประเทศใหญ่) การลดบทบาทของรัฐวิสาหกิจในเศรษฐกิจ (ที่เป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจในประเทศเล็ก) รวมถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะปกป้องภาคเกษตรของตน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้ธุรกิจของประเทศกำลังพัฒนายากที่จะเข้าไปเจาะตลาดประเทศพัฒนาแล้ว แต่บริษัทข้ามชาติของประเทศเจริญแล้วจะเข้ามาเจาะตลาดประเทศกำลังพัฒนาง่ายขึ้น

ดังนั้น การเข้าร่วม TPP จะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์มากกว่าได้ และควรที่จะผลักดันในรูปแบบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มากกว่า

ไม่ว่ามุมมองของนักวิชาการจะเป็นเช่นไร การตัดสินใจอย่างละเอียดรอบคอบ มองเป็นองค์รวม และคำนึงถึงเสียงของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่ครั้งนี้จะเป็นสิ่งกำหนดอนาคตของไทยไปอีกชั่วกาลนาน