หุ้นไทยและค่าเงินบาท..หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย(1)

หุ้นไทยและค่าเงินบาท..หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย(1)

ตัวเลขการจ้างงานใหม่ของสหรัฐที่ออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อศุกร์ที่แล้ว เหมือนจะทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดหรือธนาคาร

กลางสหรัฐเริ่มจะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น กระนั้นก็ดีผมก็ยังคงมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไว้หนึ่งครั้งในปีนี้อย่างที่ได้เขียนถึงเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว คำถามที่ผมได้รับจากท่านผู้อ่านหลายท่านคือหลังจากขึ้นดอกเบี้ยของเฟดแล้ว จะส่งผลต่อค่าเงินบาทและดัชนี SET ของไทยในทิศทางใด และมากน้อยเพียงใด บทความนี้จะขอตอบคำถามนี้ครับ

ก่อนอื่นจะขออธิบายวิธีที่ใช้วิเคราะห์ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดต่อค่าเงินบาท และดัชนีตลาดหุ้นไทย ว่าผมใช้ผลการวิเคราะห์จากตอนที่เฟดลดขนาดการทำ QE หรือ QE tapering เมื่อปี 2013 ว่าส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทมากน้อยเพียงใด เหตุผลที่ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวแทนเนื่องจากมีความคล้ายคลึงซึ่งกันอยู่หลายประการ เริ่มจากทั้งสองเหตุการณ์เป็นโทนของการทำให้นโยบายการเงินมีความตึงตัวมากขึ้น ที่สำคัญทั้งสองเหตุการณ์เป็นไปในลักษณะที่ตลาดมีความไม่แน่ใจว่า เฟดจะดำเนินการในเดือนใด แม้จะเชื่อว่าจะมีการดำเนินการนโยบายดังกล่าวในกรอบระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน

ผมจึงเชื่อว่าการใช้ผลกระทบของ QE Tapering ต่อตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของไทย มาเป็นค่าประมาณการของผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ย เฟดต่อตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทในช่วงนี้ น่าจะมีความใกล้เคียงความจริงมากกว่าชุดเหตุการณ์อื่นๆ

ทีนี้ผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะมีอยู่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง อัตราส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีสอง อัตราส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อจีดีพี และ สาม อัตราส่วนของหนี้ต่างประเทศของประเทศต่อจีดีพี โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นมีอัตราส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีเป็นบวกแต่ไม่มากเท่าไหร่ อัตราส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อจีดีพีที่สูง และมีอัตราส่วนของหนี้ต่างประเทศของประเทศต่อจีดีพีในระดับปานกลาง

จากผลการวิเคราะห์ในภาพรวมแล้ว ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่ค่อนข้างดีอย่างไทย หากพิจารณาจากปัจจัยทั้งสามจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นของเฟดค่อนข้างมาก เหตุผลก็คือประเทศในลักษณะที่คล้ายคลึงกับเรามักจะได้รับเม็ดเงินในช่วงเวลาที่เฟดใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย มากกว่าประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่อ่อนแอ

ดังนั้นเมื่อเฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นของประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกจะลดลงด้วยระดับที่มากกว่าประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นลบกว่าสองเท่า ที่หนักไปกว่านั้นหากวัดกันที่ค่าเงินจะลดลงมากกว่าสี่เท่าเลยทีเดียว โชคดีหน่อยที่ประเทศไทยมีอัตราส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีเป็นบวกแต่ไม่มากสักเท่าไหร่

คราวนี้หันมาดูเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับจีดีพี ในแง่ของตลาดหุ้นผลกระทบต่อประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงหรือต่ำไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก แต่ในแง่ของค่าเงินผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดต่อประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงจะแรงกว่าประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำอยู่ประมาณสองเท่าครึ่ง ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูงจึงทำให้ค่าเงินบาทน่าจะได้รับผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในทิศทางที่อ่อนค่าลงอยู่ไม่น้อย

ในแง่ของระดับหนี้ต่างประเทศสูงสำหรับค่าเงินบาทประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศน้อย จะได้นับผลกระทบที่ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศเยอะประมาณร้อยละ 50

ส่วนในแง่ของตลาดหุ้น สำหรับประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศต่ำ การขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลต่อตลาดหุ้นให้ลดลง ส่วนประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูง การขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลต่อตลาดหุ้นให้สูงขึ้น สำหรับไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง สำหรับปัจจัยนี้ จึงไม่ส่งผลชัดเจนต่อไทย

ท้ายสุดหากมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในมุมของภาคต่างประเทศที่ดี จากการวิเคราะห์ในแง่มุมนี้ในช่วง QE Tapering จะพบว่าตลาดหุ้นจะลดลงแรงกว่าตลาดในประเทศที่อ่อนแอในภาคต่างประเทศประมาณ 2 เท่า รวมถึงจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนลงเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยกว่าประเทศที่อ่อนแอในภาคต่างประเทศประมาณ 3 เท่า อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเป็นรายประเทศก็มีความแตกต่างกันพอสมควร แล้วแต่ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศ

บทความในภาคจบครั้งหน้า จะขอฟันธงว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่น่าจะมีขึ้นในเวลาไม่นานนัก จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไรไว้สัปดาห์หน้าจะมาเฉลยให้ทราบกันครับ